ครั้งหนึ่งการอดอาหารประท้วงสามารถเปลี่ยนแผนที่ของอินเดียสำเร็จ แล้ววิธีการนี้ยังสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้อีกครั้งหรือไม่ ?

    • Author, ซูติก บิสวัส
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำอินเดีย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

ต้องใช้เวลาถึง 58 วันในการอดอาหารเพื่อเปลี่ยนแผนที่ของอินเดีย เมื่อพตตี ศรีรามูลู เริ่มอดอาหารประท้วงในเดือน ต.ค. 1952 โดยเขาเรียกร้องสิ่งที่ชวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่อต้านมาโดยตลอด นั่นคือการจัดตั้งรัฐแยกต่างหากสำหรับผู้พูดภาษาเตลูกู

ศรีรามูลู ผู้มีบุคลิกสงบเสงี่ยมและยึดมั่นในแนวทางของคานธี (Gandhian) ซึ่งเคยอดอาหารประท้วงมาแล้วหลายครั้งเพื่อประเด็นทางสังคม เชื่อว่ามีเพียงการเสียสละตนเองเท่านั้นที่จะบีบให้ทางการอินเดียรับฟัง และมันก็ได้ผล

ในวันที่ 58 ของการอดอาหารประท้วง ศรีรามูลูเสียชีวิตลง ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลลงสู่ท้องถนนทั่วภูมิภาคที่ใช้ภาษาเตลูกู อาคารของรัฐบาลถูกโจมตี ทางรถไฟถูกปิดกั้น และมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตหลายรายจากความไม่สงบที่ตามมา ไม่กี่วันต่อมา เนห์รูประกาศจัดตั้งรัฐอานธรประเทศ ภายในเวลาไม่กี่ปีต่อมา ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการปรับโครงสร้างรัฐ และนำไปสู่การปรับโครงสร้างรัฐของอินเดียที่ยึดตามภาษาที่ใช้

มีการประท้วงโดยบุคคลเพียงไม่กี่ครั้งที่ทิ้งร่องรอยไว้กับสาธารณรัฐอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ รามจันทรา คูฮา นักประวัติศาสตร์ เขียนไว้ว่า "ทุกวันนี้ พตตี ศรีรามูลู เป็นบุคคลที่ถูกลืมไปแล้ว ซึ่งน่าเสียดาย เพราะเขาส่งผลกระทบต่อทั้งประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของประเทศของเขามากกว่าที่หลายคนคิด" เนื่องจากกระเพาะที่ว่างเปล่าของชายคนหนึ่งได้ช่วยวาดเส้นขอบใหม่ให้กับประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นั่นอาจอธิบายได้ด้วยว่าเหตุใด มากกว่า 7 ทศวรรษต่อมา ชาวอินเดียยังคงเลือกใช้การอดอาหารประท้วงโดยสัญชาตญาณ ตัวอย่างล่าสุดคือ โซนัม วังชุก นักการศึกษาและนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการอดอาหารประท้วงอย่างไม่มีกำหนดว่าจะยุติลงเมื่อใดของเขา ก่อให้เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพที่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว

ในการประท้วงเพื่อสนับสนุนขบวนการเสียดสีทางออนไลน์ชื่อว่า "พรรคประชาชนแมลงสาบ" หรือ ซีเจพี (Cockroach Janta Party - CJP) ซึ่งกำลังเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา ชายวัย 59 ปีรายนี้อยู่รอดมาได้เป็นเวลาอย่างน้อย 19 วันด้วยการดื่มเพียงน้ำผสมเกลือ โดยน้ำหนักของเขานั้นลดลงมากกว่า 9 กิโลกรัม

ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องให้เขายุติการอดอาหารประท้วงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยทางศาลสูงของกรุงเดลีได้มีคำสั่งให้รัฐบาลติดตามอาการสุขภาพของวังชุก และให้การรักษาหากจำเป็น

ไม่มีประเทศใดนำการอดอาหารมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางการเมืองได้อย่างลึกซึ้งเทียบเท่าอินเดีย ในที่อื่น ๆ ผู้ประท้วงอาจปิดกั้นถนนหรือจัดการเดินขบวน ชาวอินเดียก็ทำเช่นนั้นเช่นกัน แต่พวกเขายังเลือกที่จะอดอาหารด้วย

แนวปฏิบัตินี้มีมาก่อนการก่อตั้งสาธารณรัฐอินเดียหลายศตวรรษ ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน ต่างให้ความสำคัญทางศีลธรรมกับการละเว้นตนเองโดยสมัครใจ

มหาตมะ คานธี ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของอินเดียนำภาษาทางจิตวิญญาณโบราณนี้มาปรับให้เข้ากับการเมืองสมัยใหม่ เขายืนกรานว่าการอดอาหารไม่ใช่การแบล็กเมล แต่เป็นการยอมทุกข์ทรมานเพื่อปลุกเร้าให้ผู้คนตระหนักรู้ มากกว่าบีบบังคับ

ระหว่างปี 1918 จนถึงการถูกลอบสังหารในปี 1948 คานธีอดอาหารประท้วงหลายครั้ง เพื่อต่อต้านความรุนแรงทางศาสนา การเลือกปฏิบัติทางวรรณะ และความขัดแย้งทางการเมือง เขาเปลี่ยนจานอาหารที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย จากการประเมินหนึ่ง คานธีอดอาหารประท้วงครั้งสำคัญอย่างน้อย 15 ครั้ง ครั้งที่ยาวนานที่สุดกินเวลา 21 วัน ส่วนการอดอาหารครั้งสุดท้ายของเขาในเดือน ม.ค. 1948 กินเวลา 5 วัน และช่วยฟื้นฟูสันติภาพระหว่างชุมชนในกรุงเดลี

"การอดอาหารเป็นทางเลือกสุดท้ายของเขา แทนที่จะใช้ดาบ" คานธีเขียนไว้ในปี 1948 ก่อนเริ่มการอดอาหารครั้งสุดท้าย

เมื่อผู้นำผู้มีลักษณะพิเศษคนนี้อดอาหารประท้วงในเมืองกัลกัตตา (ปัจจุบันคือโกลกาตา) เพื่อยุติเหตุจลาจลนองเลือดระหว่างศาสนาในปี 1947 หนังสือพิมพ์เดอะสเตทส์แมน (The Statesman) ซึ่งเป็นของอังกฤษในขณะนั้น ระบุว่า "ในเรื่องจริยธรรมของการอดอาหารในฐานะเครื่องมือทางการเมืองนั้น เราไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันได้กับผู้ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในอินเดียในเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว... แต่ในสายตาของเรา ตลอดระยะเวลาการทำงานอันยาวนานของมหาตมะ คานธี ไม่เคยมีเรื่องใดที่ท่านอดอาหารเพื่อจุดประสงค์ที่เรียบง่ายและมีคุณค่ากว่านี้เลย ไม่ใช่เรื่องที่มุ่งหวังจะดึงดูดความสนใจของสาธารณชนได้ในทันที"

อินเดียสืบทอดแนวทางนี้หลังประเทศได้รับเอกราช โดยเกิดการอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิของเกษตรกร มาตรการส่งเสริมความเสมอภาค การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม กฎหมายต่อต้านการทุจริต และการยกเลิกกฎหมายความมั่นคงที่เป็นข้อถกเถียงต่าง ๆ

อันนา ฮาซาเร นักเคลื่อนไหวทางสังคม อดอาหารประท้วงเป็นเวลา 13 วันในปี 2011 ซึ่งช่วยสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหม่ให้กับการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตที่เคยครองความสนใจของคนทั้งประเทศอยู่ช่วงหนึ่ง

อิโรม ชาร์มิลา ซึ่งประท้วงต่อต้านกฎหมายอำนาจพิเศษของกองกำลังติดอาวุธ (Armed Forces Special Powers Act) อันเข้มงวดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ปฏิเสธการรับประทานอาหารเป็นเวลา 16 ปี โดยเธอมีชีวิตรอดเพียงเพราะทางการบังคับให้อาหารผ่านท่อที่สอดเข้าทางจมูก

เมธา ปัตการ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมคนสำคัญของอินเดียก็อดอาหารประท้วงยาวนานหลายครั้งเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยที่เป็นธรรมและการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนขนาดใหญ่

"การอดอาหารประท้วงเป็นรูปแบบการประท้วงที่พบได้ทั่วโลก ไม่ใช่สิ่งที่มีเฉพาะในอินเดีย" สยันทัน ซาฮา รอย นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต ซึ่งงานวิจัยล่าสุดของเขาศึกษาการเมืองของการอดอาหารประท้วง กล่าวกับบีบีซี

แน่นอนว่า ทั่วทั้งจักรวรรดิอังกฤษ การอดอาหารประท้วงได้กลายเป็นภาษาร่วมของการต่อต้านอาณานิคมและการเรียกร้องประชาธิปไตย โดยได้รับการยอมรับจากทั้งขบวนการสตรี "ซัฟฟราเจ็ตต์" (suffragettes) ในอังกฤษ และกลุ่มชาตินิยมในไอร์แลนด์และอินเดีย

"แต่ในอินเดีย ซึ่งบางครั้งรัฐบาลอาจไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนเท่าไรนัก ผู้ประท้วงมักมองว่าการอดอาหารเป็นหนทางเดียวที่จะบังคับให้ผู้มีอำนาจลงมือดำเนินการ" ซาฮา รอย กล่าว

เขาบอกด้วยว่าอินเดียมีประเพณีการอดอาหารประท้วงที่เข้มแข็งเป็นพิเศษ เพราะคานธีได้เปลี่ยนมันให้เป็นการกระทำทางศีลธรรมและการเมืองที่คงอยู่ต่อไป

"ในโลกแห่งการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตน การอดอาหารประท้วงมีความโดดเด่นในฐานะการเสียสละตนเอง ยิ่งร่างกายของผู้ประท้วงอ่อนแรงลงมากเท่าใด แรงกดดันทางศีลธรรมและการเมืองต่อผู้มีอำนาจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น"

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันดังกล่าวขึ้นอยู่กับผู้ชมด้วย "การประท้วงอดอาหารต้องเป็นการแสดงออกอย่างมีประสิทธิภาพจึงจะโน้มน้าวใจได้ มันไม่ได้มุ่งเป้าไปที่รัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งเป้าไปที่ประชาชนด้วย ซึ่งความไม่พอใจของประชาชนสามารถสร้างแรงกดดันต่อผู้มีอำนาจได้" ซาฮา รอย กล่าว

เขาชี้ไปที่การอดอาหารประท้วงในไอร์แลนด์ช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เป็นตัวอย่าง "ผู้ประท้วงเหล่านี้ [กลุ่มรีพับลิกันไอริชที่เรียกร้องให้ได้รับการปฏิบัติในฐานะนักโทษการเมือง ไม่ใช่ในฐานะอาชญากร] พยายามระดมการสนับสนุนจากสาธารณชนชาวไอริช ด้วยการแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานของตนอย่างเด่นชัด และด้วยการยอมรับความตาย ร่างกายของผู้อดอาหารประท้วงจึงกลายเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของรัฐด้วย

"แต่มันก็ไม่มีหลักประกันว่าผู้ชมจะตอบสนอง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การอดอาหารประท้วงเป็นรูปแบบการประท้วงที่เปราะบางอย่างยิ่ง"

อย่างไรก็ตาม แม้การอดอาหารประท้วงจะมีพลังทางศีลธรรมอย่างมาก แต่ก็ไม่เคยพ้นจากข้อครหาหรือการวิพากษ์วิจารณ์

หากคานธียกระดับการอดอาหารประท้วงให้กลายเป็นอาวุธทางศีลธรรม บี.อาร์. อัมเบดการ์ หนึ่งในรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดีย กลับตั้งข้อสงสัยต่อวิธีการดังกล่าวอย่างมากในช่วงที่อินเดียได้รับเอกราช

ในการปราศรัยครั้งสำคัญเมื่อปี 1949 เขาโต้แย้งว่า เมื่อมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญให้ใช้แล้ว วิธีการอย่างการอดอาหารประท้วงและการอารยะขัดขืนควรถูกแทนที่ด้วยกระบวนการประชาธิปไตย พร้อมเตือนว่าหากไม่เป็นเช่นนั้น วิธีการเหล่านี้จะกลายเป็น "ไวยากรณ์แห่งอนาธิปไตย" หรือ "หลักเกณฑ์แห่งความไร้ระเบียบ" (grammar of anarchy) เขากล่าวว่า "ยิ่งเลิกใช้ได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อพวกเราเท่านั้น"

การถกเถียงในประเด็นดังกล่าวไม่เคยหายไปเลย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิจารณ์ยังคงตั้งคำถามว่าการอดอาหารจนถึงแก่ชีวิตนั้นเหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญหรือไม่

ในงานที่เขียนถึงการอดอาหารประท้วงต่อต้านการทุจริตของอันนา ฮาซาเร ในปี 2011 ประทาป ภานู เมห์ตา นักปรัชญาการเมือง ให้เหตุผลว่าการประท้วงเช่นนี้อาจกลายเป็น "การบีบบังคับอย่างลึกซึ้ง" เมื่อมันผูกโยงอยู่กับ "สถานะทางศีลธรรมที่สูงส่งหาผู้เทียบได้ยาก" การอดอาหารจนถึงแก่ชีวิตก็ "ไม่ต่างจากการแบล็กเมล"

ความคลางแคลงใจของสาธารณชนจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สื่อสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยมุกล้อเลียนนักการเมืองที่แอบกินอาหารหลังประตูปิด หรือยุติ "การอดอาหารประท้วง" ของตนด้วยงานเลี้ยงหรู การอดอาหารบางครั้งกินเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่บางครั้งถูกจัดฉากอย่างพิถีพิถันเป็นปรากฏการณ์เพื่อออกสื่อ ซึ่งมักมาพร้อมป้ายข้อความ เวที และการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ทุกกระเพาะที่ว่างเปล่าจะมีน้ำหนักทางการเมืองเท่ากัน และประวัติศาสตร์ก็ดูเหมือนจะยืนยันเช่นนั้น

การเสียชีวิตของศรีรามูลูได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสหภาพของอินเดียเอง การประท้วงของอันนา ฮาซาเร ปลุกกระแสการเคลื่อนไหวต่อต้านการทุจริตทั่วประเทศขึ้นมาได้ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่แรงส่งจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนชาร์มิลากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ แม้ว่ากฎหมายที่เธอคัดค้านจะยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ก็ตาม

ขณะเดียวกัน แพทย์มักเป็นผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยความไม่สบายใจ หลังจากขาดอาหารเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ร่างกายจะเริ่มสลายกล้ามเนื้อควบคู่ไปกับไขมัน ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ในร่างกายอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การกลับมารับประทานอาหารเร็วเกินไปก็มีอันตรายในตัวเองเช่นกัน ดังนั้น การอดอาหารประท้วงที่ยืดเยื้อทุกครั้งจึงดำเนินไปพร้อมกันทั้งในฐานะการประท้วงทางการเมืองและภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

รัฐบาลต่างก็ทราบเรื่องนี้ดีเช่นกัน การบังคับให้อาหารแก่ผู้อดอาหารประท้วงหลังจากนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และเมื่อวังชุกมีสภาพร่างกายอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้นำฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว ศิลปิน และนักดนตรี ต่างออกมาเรียกร้องให้เขายุติการอดอาหารประท้วงแล้ว

แม้จะมีความเคลือบแคลงสงสัย อินเดียก็ไม่เคยละทิ้งแนวคิดที่ว่าการยอมทุกข์ทรมานด้วยความสมัครใจนั้น สามารถขับเคลื่อนการเมืองได้ในแบบที่คำปราศรัยไม่อาจทำได้

การอดอาหารประท้วงของวังชุกดูเหมือนจะดำเนินไปตามแบบแผนเดียวกัน "ในการแสดงความทุกข์ทรมานของตนต่อสาธารณะ วังชุกดูเหมือนกำลังเดินตามแนวทางของคานธี" ซาฮา รอย กล่าว

"ยิ่งสุขภาพของเขาทรุดโทรมลงมากเท่าใด การประท้วงของเขาก็ยิ่งได้รับความสนใจและเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไรยังคงต้องติดตามกันต่อไป"

ในวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.) วังซุก นักกิจกรรมชาวอินเดียที่อดอาหารประท้วงมา 20 วัน ถูกทางการบังคับนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว แม้เขายังคงยืนกรานอดอาการประท้วง

ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว แม้กระเพาะที่ว่างเปล่าของวังชุกจะสามารถเปลี่ยนความคิดของผู้คนได้ หรือกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งรายชื่อในบรรดาการเสียสละที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผลลัพธ์นั้นไม่ได้กำหนดชะตากรรมการประท้วงครั้งนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพลังที่ยังคงอยู่ของหนึ่งในพิธีกรรมทางการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดียด้วย