ทหารสหรัฐฯ 2 นายเสียชีวิต สูญหายอีก 1 นายหลังถูกอิหร่านโจมตีในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านติดต่อกัน 8 วัน

    • Author, แคทริน อาร์มสตรอง
    • Reporting from, กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่ามีทหารของสหรัฐอเมริกาเสียชีวิต 2 นาย และอีก 1 นายยังคงสูญหาย หลังจากอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถีและโดรนในจอร์แดนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.)

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซนต์คอม (Centcom) ระบุว่า ทหารสหรัฐฯ 4 นายถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในจอร์แดน แต่ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยรายอื่น ๆ ได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว

เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต รวมทั้งไม่ได้ให้รายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานการณ์หรือสถานที่เกิดเหตุ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า เมื่อคืนวันเสาร์ (19 ก.ค.) สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอีกระลอกตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แถลงการณ์ฉบับนี้ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเป็นคืนที่ 8 ติดต่อกัน มีเป้าหมายเพื่อ "บั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มเติม"

แถลงการณ์ระบุต่อว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ "ลงโทษกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่เปิดฉากโจมตีทหารอเมริกันในจอร์แดนเมื่อคืนที่ผ่านมาอย่างฉับไว" โดยไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการสู้รบกลับมาปะทุอีกครั้งได้ 1 สัปดาห์ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ขณะที่ทางการอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นล่มสลายลงหลังเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ไม่ถึง 1 เดือน

ช่วงดึกวันเสาร์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ระบุในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรว่าการ "ละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ของอเมริกาได้ "เปิดเผยความจริงพื้นฐานประการหนึ่ง นั่นคือ ลายเซ็นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไร้ค่าและปราศจากความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง"

คาเมเนอีซึ่งไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะตั้งแต่เกิดการโจมตีที่สังหารบิดาของเขาในช่วงต้นของสงคราม กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าพยายาม "ยกระดับความขัดแย้ง" และระบุว่าอิหร่านมี "บทเรียนที่ยากจะลืมเลือนรออยู่" ต่อสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ กองทัพจอร์แดนระบุว่าสกัดขีปนาวุธของอิหร่าน 10 ลูกที่ถูกยิงเข้าสู่น่านฟ้าของประเทศในช่วงข้ามคืน โดยไม่มีรายงานความเสียหาย

ยอดผู้เสียชีวิตของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 16 นายแล้ว หลังนักบินกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่สูญหายไปเมื่อต้นเดือนนี้ได้รับการประกาศว่าเสียชีวิต ถือได้ว่านี่เป็นการเพิ่มขึ้นของยอดผู้เสียชีวิตเป็นครั้งที่ 2 ในห้วงสัปดาห์นี้

ในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า "ทหารสหรัฐฯ 2 นายในจอร์แดนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถีและโดรนของอิหร่าน นอกจากนี้ ยังมีทหารอีก 1 นายที่ยังคงสูญหาย"

"เพื่อให้เกียรติครอบครัวของผู้เสียชีวิต กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงรายชื่อของผู้เสียชีวิต จนกว่าจะครบ 24 ชั่วโมงหลังจากแจ้งญาติใกล้ชิดแล้ว"

หลังรับรู้การประกาศการเสียชีวิตดังกล่าว พีธ เฮกเซธ รมว.กลาโหมของสหรัฐฯ เขียนข้อความบนเอ็กซ์ (X) ว่า "ขอให้เดินทางสู่สัมปรายภพอย่างสงบ วีรบุรุษทั้งหลาย การเสียสละของพวกเขายิ่งทำให้ความมุ่งมั่นของเราแน่วแน่มากขึ้น"

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามระบุว่าทำลายเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 ลำที่ฐานทัพอัล-อัซรักในจอร์แดนเมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ จากรายงานของสื่อทางการอิหร่าน

บีบีซีได้ติดต่อกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เกี่ยวกับรายงานดังกล่าว แต่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม

อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนชาวอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ให้ใช้ "ความระมัดระวังเพิ่มขึ้น"

คำเตือนด้านการเดินทางดังกล่าวขอให้ผู้ที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง "ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด" พร้อมระบุว่า "เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงยังคงมีความซับซ้อน และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยกระดับสถานการณ์โดยไม่คาดคิด"

สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ข้อตกลงดังกล่าวล่มสลายภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยทรัมป์ประกาศเมื่อ 8 ก.ค. ว่า ข้อตกลงดังกล่าว "สิ้นสุดลงแล้ว"

สื่อทางการอิหร่านรายงานโดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของประเทศว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 500 ราย

ตัวเลขทางการยังเผยให้เห็นว่ามีผู้เสียชีวิตอีกหลายพันรายทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่านและเลบานอน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ต่างถูกกล่าวหาว่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ นอกเหนือจากเป้าหมายทางทหาร

สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอิหร่านที่ระบุว่าสหรัฐฯ โจมตีสะพาน สถานีรถไฟ และสนามบินเมื่อต้นสัปดาห์นี้ โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้โจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ขณะที่บีบีซีเวอริฟาย ยืนยันการโจมตีสะพานแห่งหนึ่งในจังหวัดฮอร์โมซแกน

ทรัมป์ขู่ว่าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่าจะโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านในสัปดาห์หน้า หากอิหร่านไม่กลับเข้าสู่การเจรจา

ขณะเดียวกัน คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council) กล่าวหารัฐบาลอิหร่านว่ามีเจตนาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในภูมิภาค หลังจากอิหร่านระบุว่าฝ่ายตนตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยการโจมตีพันธมิตรอาหรับอ่าวเปอร์เซียของสหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยทางคูเวตระบุว่าโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งและโรงกลั่นน้ำจืดแห่งหนึ่งถูกโจมตี

จาเซม โมฮัมเหม็ด อัลบูไดวี เลขาธิการคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นตัวแทนของซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวของอิหร่านเข้าข่ายเป็น "อาชญากรรมสงคราม"

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การโจมตีพลเรือนหรือพื้นที่พลเรือนถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ โครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน เช่น สะพานหรือโรงไฟฟ้า อาจสูญเสียการคุ้มครอง หากถูกใช้เพื่อสนับสนุนความพยายามในการทำสงครามของฝ่ายตรงข้าม

ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ยังได้กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่าเรือพาณิชย์ 5 ลำถูก "เปลี่ยนเส้นทาง" และเรืออีก 1 ลำถูกทำให้ไม่สามารถใช้งานได้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ส่งผลให้การสัญจรผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญดังกล่าวหยุดชะงักลง โดยปกติแล้วช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของโลก

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบดังกล่าว รวมถึงเรือของพันธมิตรสหรัฐฯ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 20% ก่อนจะยกเลิกข้อเสนอนี้ทั้งหมดในวันอังคาร โดยระบุว่าจะใช้ข้อตกลงการค้ากับพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียเข้ามาแทนที่