You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ย้อนเส้นทาง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จุดไหนในเส้นทางอาชีพที่ส่งให้ได้เป็น ว่าที่ ผบ.ตร. คนที่ 16
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ขึ้นแท่นเป็นว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) คนที่ 16 หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติเอกฉันท์ 12-0 ให้แคนดิเดตที่มีความอาวุโสเป็นลำดับ 3 ขึ้นกุมบังเหียนเป็น "แม่ทัพสีกากี"
การประชุม ก.ตร. เมื่อวานนี้ (22 ก.ค.) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นั่งเป็นประธาน ก.ตร. ในวาระการพิจารณาคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. คนต่อไป
แคนดิเดตทั้งหมด 4 คน เรียงตามลำดับอาวุโสมากสุดไปน้อยสุด ดังนี้ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ
สุดท้ายแล้ว ที่ประชุม ก.ตร. มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกนายพลตำรวจที่ไม่ได้อยู่ในลำดับอาวุโสแรก และยังเหลืออายุราชการอีกถึง 7 ปี โดยมีกำหนดเกษียณอายุราชการในปี 2576 ยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับแคนดิเดตคนอื่น ๆ ที่มีกำหนดเกษียณอายุราชการในปี 2570-2572
รู้จัก "สำราญ นวลมา" จาก "เด็กวัด" เพชรบุรี สู่ นายใหญ่นครบาล
พล.ต.อ.สำราญ มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา เคยเป็นเด็กวัดคอยเดินตามพระวัดโตนดหลวง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อาศัยข้าวก้นบาตรเลี้ยงชีพ จึงปลูกฝังนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยความมุ่งมั่น สอบเข้าเรียนต่อเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 34 นักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 50 (นรต.50)
เมื่อปี 2547 หลังจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจมาได้ 7 ปี ขณะมียศเป็น ร.ต.อ. ตำแหน่งรองสารวัตร เขาได้รับตำแหน่งสำคัญขึ้นเป็นสารวัตรสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (หน่วย 191) ที่เพิ่งเพิ่มตำแหน่งเป็น 3 คน แบ่งกันคุมพื้นที่สืบสวนปราบปรามอาชญากรรม "เหนือ-ใต้-ธนฯ" ใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นมีสารวัตรเพียงคนเดียว ซึ่งชาวนครบาลเรียกกันติดปากว่า "สืบพิเศษ"
สำราญเติบโตในหน่วย 191 หลายปี จนเป็นรองผู้กำกับการสายตรวจในปี 2551 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ไม่พรวดพราด ครองตำแหน่งครบกำหนดระยะเวลา ก็เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ช่วงนี้เองที่เขาได้รับการจับตามองว่าจะเติบโตนำรุ่น เพราะอยู่ในหน่วยสำคัญของนครบาล
สำราญนั่งเก้าอี้รองผู้กำกับการ 4 ปีเต็ม ทั้งที่ 191 และศูนย์สืบสวนนครบาล ก็ขยับขึ้นเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล (ผกก.สน.) ดอนเมือง เมื่อปี 2555 ก่อนโยกกลับมาเป็นผู้กำกับการสายตรวจ อยู่จนครบเป็นรองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษเมื่อปี 2559 จากนั้นเริ่ม "ได้แรงหนุนดี" ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ขึ้นเป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษในปี 2561 หลังนั่งเก้าอี้รองผู้บังคับการได้เพียง 2 ปี ซึ่งไม่ครบหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กำหนดไว้ 5 ปี
ในรายงานของบีบีซีไทยปี 2564 อ้างอิงรายงานจาก "ฐานเศรษฐกิจ" ที่ระบุว่าระหว่างดำรงตำแหน่งผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 เขาได้ปฏิบัติงานการถวายอารักขาและถวายความปลอดภัยแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ และสั่งการให้ตำรวจสายตรวจรถยนต์ออกตรวจตรา ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดจับ เน้นการควบคุมอาชญากรรมให้ได้มากที่สุด และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชน
จนกระทั่งในปี 2562 สำราญขึ้นตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) แล้วขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในปี 2564 ซึ่งในตอนนั้นเขาต้องรับมือกับการชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ หลายระลอกด้วยกัน
ต่อมาในปี 2565 เขาขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตามมาด้วยตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ในปี 2568
คดีดังล่าสุดของ พล.ต.อ.สำราญ คือการนำทีมเปิดปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" ปราบปรามขบวนการรับจ้างแจ้งเกิดให้เด็กจีนได้สัญชาติไทย ซึ่งมีอดีตเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนและเจ้าหน้าที่สำนักเขตเป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิด ไปจนถึงปฏิบัติการ "ทลายนอมินีต่างด้าว" ที่มุ่งตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำผ่านนอมินีในไทย
ปัจจุบัน พล.ต.อ.สำราญ ยังนั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) ซึ่งกำหนดทิศทางการปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศด้วย
นอกจากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ พล.ต.อ.สำราญ ยังจบการศึกษาปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมถึงผ่านการฝึกอบรมชั้นนำหลายหลักสูตรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรยุทธวิธีและสืบสวนต่าง ๆ ไปจนถึงหลักสูตรจิตอาสา 904 (หลักสูตรประจำ) รุ่นที่ 2 หน่วยราชการในพระองค์
พล.ต.อ.สำราญ ยังนั่งเป็นกรรมการอิสระและประธานคณะกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืนและบรรษัทภิบาล บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. 2565 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงดำรงตำแหน่งกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ด้วย
การเติบโตในตำแหน่งที่รวดเร็ว
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 19 ก.พ. 2564 นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลในขณะนั้น ขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่นั่งอยู่ใน ก.ตร. ยุคนั้นว่าไม่สามารถจัดการกับการโยกย้ายที่เกี่ยวเนื่องกับ "ตั๋วตำรวจ" หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "ตั๋วช้าง" ได้
ส่วนหนึ่งของการอภิปราย นายรังสิมันต์ตั้งคำถามกับการเลื่อนชั้นอย่างรวดเร็วของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล (ยศในเวลานั้น) ซึ่งได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ถึง 3 ครั้ง ทำให้จากเดิมนั่งตำแหน่งผู้กำกับในกองบัญชาการพิเศษ (คอมมานโด) ในปี 2559 จนได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ในปี 2563 ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ปี 4 เดือน ร่นระยะเวลาไปได้ราว 8 ปี 8 เดือน
นายรังสิมันต์ยังอภิปรายด้วยการอ้างอิงเอกสาร ก.ตร. 2 ฉบับ ซึ่งทำให้เห็นว่ามีตำรวจอีก 4 นายที่ขอยกเว้นหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และได้รับอนุมัติไปแล้ว เช่น ในปี 2561 ปรากฏชื่อของ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช และ พ.ต.อ.สำราญ นวลมา ส่วนในปี 2562 มีชื่อของ พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย และ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม (ยศอ้างอิงตามเอกสารที่นายรังสิมันต์ใช้อภิปราย) โดยนายรังสิมันต์ระบุว่า "ทั้งหมดนี้ได้ยกเว้นหลักเกณฑ์ให้เลื่อนจากรองผู้บังคับการเป็นผู้บังคับการกันโดยถ้วนหน้า"
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการประท้วงของเพื่อนสมาชิกในระหว่างการอภิปราย นายรังสิมันต์อ่านรายชื่อดังกล่าวโดยใช้ชื่อย่อตามตัวอักษร แต่สไลด์ที่นำเสนอในสภาปรากฏชื่อและตำแหน่งของทุกคนอย่างละเอียด ซึ่งนำไปสู่การประท้วงของนายไพบูลย์ นิติตะวัน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ว่าอาจทำให้บุคคลภายนอกเสียหาย
ในบทวิเคราะห์ของบีบีซีไทยในปี 2564 ระบุว่าหากไม่มี "อุบัติเหตุ" ใด พล.ต.อ.สำราญ จะได้ขึ้นครองตำแหน่ง ผบ.ตร. และตามมาด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช เพื่อนร่วมรุ่น นรต.50 ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)
ทว่า สิ่งที่พลิกโผไปจากบทวิเคราะห์เมื่อ 5 ปีที่แล้วคือชะตากรรมของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง.ผบ.ตร. ที่เคยเป็นตัวเต็งว่ามีโอกาสนั่งกุมบังเหียนแม่ทัพสีกากี แต่ตอนนี้ระหกระเหินเผชิญคดีความจนตัวเองพ้นจากตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ทำให้สูตร "สำราญ 2574-2576 และ จิรภพ 2576-2579" ร่นขึ้นมาเร็วกว่าเดิม
"ไม่เซอร์ไพรส์" กับผลที่ออกมา
บีบีซีไทยพูดคุยกับ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตสารวัตรและอดีตผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน เขาบอกว่า "ไม่เซอร์ไพรส์" กับผลการคัดเลือก ผบ.ตร. คนที่ 16 ของไทย
"ถ้าไม่เป็นเขา ก็มองไม่ออกว่าจะเป็นใคร เพราะมันไม่ได้เริ่มจากการแต่งตั้งวันนี้-พรุ่งนี้ แต่เป็นสิ่งที่เขาวางรากฐานมาหลายปีแล้ว" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าว "แกข้ามมาหลายช็อตแล้ว เราก็มองกันออกว่ามันจะมาในรูปแบบไหน"
เขาชี้ให้ดูลำดับอาวุโสของแคนดิเดต ผบ.ตร. ทั้ง 4 ราย เห็นได้ว่า พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี เป็น นรต.รุ่น 43, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร เป็น นรต.รุ่น 42 และ พล.ต.อ.อิทธิพล เป็น นรต.รุ่น 43 แต่ พล.ต.อ.สำราญนั้นเป็น นรต.รุ่น 50 ห่างกับแคนดิเดตคนอื่น 7-8 รุ่น
"7-8 รุ่น มันสื่อถึงอะไร การเรียนโรงเรียนเตรียมทหารบวกกับโรงเรียนนายร้อย เรียนกันมา 6 ปี แสดงว่าพี่ ๆ รุ่น 42-43 จบมาเป็นผู้หมวด พี่สำราญยังไม่เข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารเลย มันข้ามรุ่นมาเยอะมาก"
พ.ต.ท.ธีรวัตร์ แสดงความกังวลว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งที่เร็วเกินไปโดยที่ "บารมียังไม่ถึง" อาจทำให้ความขัดแย้งในองค์กรตำรวจตามมา เนื่องจากลำดับอาวุโสในวงการตำรวจนั้นไม่ได้หมายถึงความอาวุโสด้านอายุเท่านั้น แต่เป็นความก้าวหน้าตามอายุงานที่คู่ขนานกันมาด้วย ด้วยเหตุนี้การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่ถูกมองว่า "ขึ้นตำแหน่งมาอย่างรวดเร็ว" อาจทำให้เกิดคำถามต่อผู้ปฏิบัติงานว่าจะมีความหวังในการเติบโตในสายงานตามปกติได้อย่างไร
เขากล่าวต่อว่า หากมองย้อนกลับไปที่การบริหารงานของ ผบ.ตร. แต่ละยุคที่ผ่านมา หากคนในรุ่นใดขึ้นเป็นผู้นำก็มักจะดึงเพื่อนร่วมรุ่นขึ้นมาเป็น "หัวหาด" นั่งในตำแหน่งหลัก ๆ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ไว้ใจมากที่สุด ดังนั้นหากรุ่นที่มีอายุน้อยเกินไปขึ้นมานั่งในตำแหน่งผู้นำ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาในการปกครองรุ่นพี่ที่ยังอยู่ในระบบจำนวนมาก
"ย้อนกลับไปตอนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็น ผบ.ตร. เขามาจาก นรต.รุ่น 36 คนที่เป็นผู้บัญชาการหลัก ๆ ก็จะเป็นรุ่น 36 เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้รุ่น 50 ขึ้นมา มือทำงานมันก็ไม่พ้นเพื่อนเขา ก็ต้องเป็นรุ่น 50 ขึ้นมา"
ทว่า เขาก็ยอมรับว่าในเมื่อ พล.ต.อ.สำราญ ขึ้นมาสู่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ได้ แคนดิเดต ผบ.ตร. ทั้งหมดก็ถือว่ามีศักดิ์เท่ากัน การตีความความเหมาะสมจะไม่ได้พิจารณาจากลำดับความอาวุโสเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากความรู้ความสามารถควบคู่กัน
"พออยู่ในโหล [รอง ผบ.ตร.] นี้แล้ว อาวุโสก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้วก็เลือกได้ ไม่ผิด แต่จะค้านสายตาคนดูหรือเปล่า อันนี้ต่างหากที่สำคัญ" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าว
ในบทความเรื่อง Thailand's Police in 2025: Politicised Reshuffle and Endemic Corruption (ตำรวจไทยในปี 2568: การโยกย้ายที่ถูกครอบงำด้วยการเมืองและการทุจริตที่ฝังรากลึก) ซึ่งตีพิมพ์บนเว็บไซต์สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) ของประเทศสิงคโปร์ มีการพูดถึงการเติบโตของ พล.ต.อ.สำราญ ไว้ด้วยเช่นกัน
ดร.พอล แชมเบอร์ส ผู้เขียนบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ระบุว่า การโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจไทยในปี 2568 ยังเต็มไปด้วยการเล่นพรรคเล่นพวกของแต่ละฝ่ายที่อยู่ในองค์กรสีกากีของไทย ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายปฏิรูปองค์กรตำรวจที่ทางตัวองค์กรเองพยายามยึดเป็นพันธกิจหลักมานับตั้งแต่ปี 2565
เขาวิเคราะห์ว่าการโยกย้ายตำแหน่งขององค์กรตำรวจในปี 2568 ยังเป็นไปตามวิถีเดิม โดยถูกกำหนดจากการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มอุปถัมภ์ต่าง ๆ ในทุกระดับ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอิทธิพลของเครือข่ายรอยัลลิสต์เหนือองค์กรตำรวจ
ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์ ดร.พอล เขียนว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นออกจากตำแหน่งก่อนวาระในวันที่ 29 ส.ค. 2568 ทำให้อิทธิพลของเพื่อไทยอ่อนแอลงอย่างมาก ซึ่งกระทบกับการทำโผโยกย้ายตำรวจด้วย เขามองว่าผู้ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยได้รับตำแหน่งระดับสูงเพียงน้อยนิด ขณะที่ "นายตำรวจที่ได้รับความโปรดปรานจากวัง เช่น พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช, พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย และ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา ต่างได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และยังมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี" (อ้างอิงยศตามบทความต้นฉบับ)
ดร.พอล วิเคราะห์ว่า พล.ต.อ.สำราญ และ พล.ต.ท.จิรภพ ถูกมองว่าอยู่ในเส้นทางสู่การเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในอนาคต โดยอาจเห็น พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี เข้ามาคั่นต่อจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่ใกล้หมดวาระในปัจจุบัน แต่ผลการคัดเลือกเมื่อวานนี้ก็เผยให้เห็นแล้วว่าไม่เป็นไปตามนั้น
"พล.ต.อ.สำราญ มีความใกล้ชิดกับวังอย่างมาก จึงได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจสูงสุด เนื่องจากเขาจะเกษียณอายุราชการในปี 2576 จะทำให้เขาเป็น ผบ.ตร. ที่มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เมื่อ พล.ต.อ.สำราญขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร."
ดร.พอล แชมเบอร์ส อาจารย์ประจำภาควิชาระหว่างประเทศและภูมิภาคศึกษา ม.โอคลาโฮมา ยังแสดงทัศนะกับบีบีซีไทยด้วยว่า "โปรดเตรียมพร้อมรับมือกับการบังคับใช้กฎหมาย ม.112 อย่างเข้มงวด"
ด้าน พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ให้ความเห็นว่า อายุงานที่เหลืออีก 7 ปี ของ พล.ต.อ.สำราญ สามารถเป็นคุณหรือเป็นโทษก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการทำงานของว่าที่ ผบ.ตร. ต่อจากนี้
เขามองว่าหากใช้เวลา 7 ปีสำหรับการปฏิรูปองค์กรตำรวจให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชน ก็จะถือว่าเป็น 7 ปีที่ช่วยวางรากฐานเพื่อพัฒนาองค์กรตำรวจในระยะยาว เพราะงานปฏิรูปองค์กรตำรวจต้องใช้ระยะเวลา 8-10 ปี หากผู้นำลงมือทำอย่างจริงจังด้วยเจตจำนงอย่างแน่วแน่
"หากเขาทำได้มันก็ส่งผลในระยะยาว แต่ผมไม่มั่นใจว่าเขาจะทำในเชิงนั้นหรือเปล่า" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าวกับบีบีซีไทย