You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ส่องความสัมพันธ์ไทย-จีน ยุค "อนุทิน" ไทยกำลังเป็นส่วนขยายการใช้อำนาจทางกฎหมายของจีนหรือไม่
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 16 นาที
"จีน ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" กล่าวย้ำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะพบปะกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 ที่ประเทศจีนเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา
ด้วยความใกล้ชิดในทุกระดับของทั้งสองประเทศขณะนี้ ทำให้องค์การด้านสิทธิมนุษยชนกังวลอย่างมากว่าประเทศไทยจะยอมส่งตัวผู้เห็นต่างชาวจีนซึ่งอยู่สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ของไทย
ก่อนการเดินทางไปเยือนจีนของนายอนุทินเริ่มต้นขึ้นไม่กี่วัน องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Right Watch) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยอย่าส่งกลับผู้เห็นต่างชาวจีนและสื่อมวลชนชาวจีนรวมกันอย่างน้อย 4 คน โดยอ้างว่า "รัฐบางจีนกำลังกดดันเจ้าหน้าที่ไทยเพิ่มขึ้นก่อนการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีอนุทินในวันที่ 16-20 ก.ค."
ทั้ง 4 คน ได้แก่ นายไป๋ เจ้าตง วัย 59 อดีตนักข่าวสืบสวนสอบสวนชื่อดังของสำนักข่าวไฉ่ชิน, นายตัน ยี่เซียง อายุ 49 ปี นักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิชาวทิเบตและอุยกูร์, นางจาง ซินเยี่ยน อายุ 56 ปี นักกิจกรรมกลุุ่มที่เรียกตนเองว่า "กลุ่มรัฐสภาฮ่องกง" และผู้ปฏิบัติธรรมลัทธิฟาลุนกง, และนายโจว จวินอี้ อายุ 54 ปี สมาชิกพรรคประชาธิปไตยจีนผู้เคยจัดงานรำลึกสังหารหมู่ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน
ล่าสุด นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาอาวุโสด้านประเทศไทยของฮิวแมนไรท์วอทช์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยในช่วงที่นายกรัฐมนตรีของไทยไปเยือนจีนว่า พวกเขาเพิ่งทราบว่านายตัน ยี่เซียง ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีนแล้วตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา "โดยไม่มีใครทราบ แม้กระทั่งทนายของนายตันเอง"
ก่อนที่ผู้นำไทยจะเดินทางไปจีนตามกำหนด องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนในระดับนานาชาติมากกว่า 50 องค์กรได้ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยโดยด่วน ขอไม่ให้ส่งกลับหรือเนรเทศนายไป๋ เจ้าตง ไปยังประเทศจีน
"หากถูกส่งกลับไปยังประเทศจีน ไป๋ต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างร้ายแรง" แถลงการณ์ร่วมระบุ
ต่อมานายหลิน เจี้ยน โฆษก รมว.ต่างประเทศของจีนแถลงต่อสื่อเมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ นายไป่ จ้าวตง ถูกสงสัยในประเทศจีนว่ากระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์และรับสินบนในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่รัฐ
ทั้งนี้ ทางกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ออกแถลงการณ์ร่วมระบุว่า "เป็นข้อหากล่าวหาเท็จที่กุขึ้นมา"
"จีนได้ยื่นคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศไทยแล้ว และหวังว่าฝ่ายไทยจะดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด" นายหลิน เจี้ยน กล่าว
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดพิจารณาคำร้องกรณีที่ทนายของนางจาง ซินเยี่ยน ยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมาน และการบังคับสูญหาย พ.ศ. 2566 เพื่อให้ศาลพิจารณาว่า ตม. กักขังไม่ให้นางจางเดินทางไปยังประเทศแคนาดา (ประเทศที่ 3) โดยชอบหรือไม่ เพราะเมื่อมีประเทศที่สามรับตัว อำนาจนี้ควรสิ้นสุดลง และการที่ ตม. ปฏิเสธไม่ให้ทนายเข้าเยี่ยมนางจางตั้งแต่ 13-15 ก.ค. ถือว่าละเมิดกฎหมายอุ้มหายหรือไม่
จากรายงานของประชาไทระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว ผู้พิพากษายกคำร้องของทนายนางจาง แต่จากการไต่สวน พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สตม. ทำให้ทราบว่านางจางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเกินกำหนดวีซ่า จึงถูกควบคุมตัวโดย สตม. เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 และเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ทางการจีนส่งหนังสือขอให้ไทยชะลอส่งตัวนางจางให้แคนาดา ซึ่งมีกำหนดเดินทางวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา
เมื่อประเทศต้นทางคัดค้านการส่งตัวนางจางไปยังประเทศที่ 3 ทำให้นายกรัฐมนตรีอนุทินในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องพิจารณาว่าจะส่งตัวนางจางไปที่ใด เนื่องจาก สมช. มองว่าเป็นกรณีที่กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่งผลให้เธอจึงยังคงถูกกักตัวอยู่ในสถานกักตัวคนต่างด้าวของ สตม. ต่อไป
เมื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ก็พอเข้าใจได้ว่าเหตุใดกลุ่มสิทธิมนุษยชนจึงกังวลอย่างมากว่าไทยจะส่งตัวนักข่าวและผู้เห็นต่างชาวจีนกลับไปยังประเทศจีน
จากรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า ในปี 2558 ทางการไทยเคยส่งกลับนายตง กวางผิง และนายเจียง เย่เฟย นักกิจกรรมชาวจีนกลับไปยังจีน แม้สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรองสถานะผู้ลี้ภัยของพวกเขา โดยในเวลาต่อมา นายตง กวางผิง หลบหนีจากจีนอีกครั้งในปี 2569 และได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่ในแคนาดา
ในปีที่แล้ว รัฐบาลไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 ไปยังจีน ซึ่งในตอนนี้ไม่มีใครตรวจสอบได้เลยว่าสถานการณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับในปี 2558 ที่ทางการไทยเปิดทางให้จีนนำเครื่องบินมารับชาวอุยกูร์กว่า 100 คนออกจากรุงเทพฯ
ปลายปี 2568 ไทยยังส่งตัวนายเฉอ จื้อเจียง ผู้ก่อตั้งเมืองชเวโก๊กโก่ใน จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในเมียนมา โดยไทยส่งตัวนายเฉอให้กับทางการจีนตามกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แม้ทีมกฎหมายของนายเฉอตั้งข้อสังเกตว่าขั้นตอนการส่งกลับนั้น "ผิดปกติ"
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทางการไทยยังอำนวยความสะดวกให้ทางการจีนนำเครื่องบินมาลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด จ.ตาก เพื่อรับชาวจีนที่พัวพันกับอาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ใน จ.เมียวดี ไปแล้วกว่า 1 พันคน โดยเที่ยวบินล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งทางการจีนส่ง 3 เที่ยวบินมารับชาวจีนรวมกันมากกว่า 300 คน จากรายงานของไทยพีบีเอส
ทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามที่ว่าไทยกำลังเป็นส่วนขยายของทางการจีนในการบังคับใช้กฎหมายข้ามแดนหรือไม่
ไทยชั่งน้ำหนักอย่างไร เมื่อเผชิญกับคำร้องขอจากจีน ?
นายสุณัย ที่ปรึกษาอาวุโสด้านประเทศไทยของฮิวแมนไรท์วอทช์ ให้ความเห็นว่าไทยกำลังดำเนินนโยบายในลักษณะ "รัฐบรรณาการ" ที่ "เน้นการเอาใจจีน" เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่คำนวณแล้วคาดว่าจะได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ หรือเรื่องการกระชับความสัมพันธ์ในระดับประเทศและระดับผู้นำ ซึ่งเขายังคงสงสัยว่าสิ่งที่ไทยได้จากจีนนั้นเป็นสิ่งที่ไทยต้องการ หรือเป็นสิ่งที่ "จีนเป็นฝ่ายเลือกต่างหากว่าให้อะไรได้บ้าง"
"คำพูดที่จีนมักนำมาใช้บ่อย ๆ ในการปราศรัยหรือออกแถลงการณ์ มันจะอ้างถึงคำว่า 'พี่น้องกัน ไม่ใช่อื่นไกล' แต่เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ได้เป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันเลยเป็นความสัมพันธ์ที่จีนได้เปรียบน้อง ๆ ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอด"
เขามองว่า ไทยประเมินว่า "การเอาใจจีน" นั้นเป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายกว่าการทำตามกติการะหว่างประเทศหรือหลักการสิทธิมนุษยชนที่ห้ามส่งบุคคลกลับไปเผชิญอันตราย (non-refoulement) โดยจากกรณีล่าสุดทั้งที่เกิดขึ้นกับนายตัน ยี่เซียง กับนางจาง ซินเยี่ยน นั้นเผยให้เห็นแล้วว่าไทยยอมทำตามคำขอของจีนในการสกัดกั้นผู้ลี้ภัยและนักกิจกรรมที่มีจุดยืนต่างกับปักกิ่ง
"เท่าที่ดูท่าทีล่าสุดที่คุณอนุทินไปเยือนจีน มันไม่มีความหวังเลยว่าไทยจะกล้าหืออือกับการใช้อำนาจชี้นำกดขี่โดยจีน สถานะการเป็นรัฐบรรณาการมันก็คงชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ จีนก็คงใช้อำนาจชี้นิ้วสั่งได้มากขึ้นเรื่อย ๆ" นายสุณัย กล่าว
นายซีมง เมอเนต์ นักวิจัยประจำมูลนิธิเพื่อการวิจัยเชิงกลยุทธ์ หรือเอฟอาร์เอส (Fondation pour la recherche stratégique - FRS) ซึ่งเป็นสถาบันอยู่ในฝรั่งเศส บอกกับบีบีซีไทยว่าในประเด็นการส่งตัวผู้เห็นต่างชาวจีนกลับประเทศนั้น ไม่ใช่ไทยปฏิเสธไม่ได้ แต่สุดท้ายมักเลือกทำตามคำร้องขอของทางการจีนมากกว่าเมื่อคำนวณแล้วว่าไม่ได้ทำให้ประเทศเสียประโยชน์มากนัก
เขามองว่าแรงกดดันจากองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ (NGO) ส่งผลกระทบอันจำกัดต่อรัฐบาลไทย เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาเอง นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอันดับต้น ๆ
"ดังนั้นหากมองมุมนี้ ทำไมพวกเขาจะไม่ทำล่ะ" นายเมอเนต์กล่าว และเสริมว่ากรณีการส่งตัวผู้เห็นต่างและผู้ต้องหาคดีอาญาข้ามแดนไปจีนนั้น ยังทำให้เห็นด้วยว่าการคำนวณของไทยแตกต่างกัน
"เช่นกรณีของเฉอ จื้อเจียงนั้น ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะมีการส่งตัวเขากลับไปยังประเทศจีน เพราะในแง่หนึ่ง เขามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่า และการเก็บเขาไว้ถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับฝ่ายไทย สำหรับกรณีผู้เห็นต่างทางการเมืองชาวจีนนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงการชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนและผลประโยชน์ในมุมของไทยอย่างจริงจังผมไม่คิดว่าต้นทุนสำหรับประเทศไทยในขณะนี้จะสูงพอที่จะทำให้ไทยปฏิเสธการส่งตัวผู้เห็นต่างเหล่านั้นกลับประเทศ" เขากล่าว
ด้าน รศ.มาร์ก โคแกน ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพและการศึกษาความขัดแย้ง จาก ม.คันไซไกได ประเทศญี่ปุ่น อธิบายว่าอิทธิพลของจีนต่อการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางหลัก เส้นทางปกติที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ สนธิสัญญาที่เป็นทางการ เช่น สนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536) ไปจนถึงการดำเนินตามหมายแดงขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) ผ่านกระบวนการศาลของไทย ซึ่งเป็นการร่วมมือกันอย่างเปิดเผย แต่หากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของจีนในเรื่องการติดตามตัวผู้ลี้ภัยหรือผู้เห็นต่างชาวจีน ไทยจะเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกผ่านช่องทางไม่เป็นทางการในลักษณะ "มือที่มองไม่เห็น"
"มันเป็น 'สิ่งที่มองไม่เห็น' ในฝั่งของผู้ลี้ภัยและผู้เห็นต่างทางการเมือง มีองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นตลาดแลกเปลี่ยนของการกดปราบข้ามชาติ (Swap mart of Transnational Repression) ซึ่งไม่ได้ใช้กับแค่จีนเท่านั้น" นักวิชาการจากญี่ปุ่น กล่าว
รศ.โคแกน ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยมักส่งกลับผู้เห็นต่างชาวจีนในช่วงที่มีการพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ โดยรูปแบบเช่นนี้ยังคงเป็นเรื่อง "ลึกลับ" ที่ยังไม่สามารถคำอธิบายได้แน่ชัด
เขาชี้ให้เห็นว่าในปีที่แล้ว ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางไปเยือนจีนแล้วประมาณเกือบ 3 สัปดาห์ แม้ว่าการเดินทางไปเยือนจีนในตอนนั้นเป็นการพบปะแบบทวิภาคีซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้เลย และล่าสุดกระแสกดดันไม่ให้ไทยส่งตัวนายไป่ จ้าวตง ไปยังจีนในช่วงที่นายอนุทินมีกำหนดการเดินทางไปเข้าร่วมงานปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้
"มันเป็นเรื่องลึกลับ เพราะว่ารูปแบบที่เห็นคือมันมีบางอย่างที่ประเทศไทยต้องการหรือจำเป็นต้องได้ หรือบางอย่างที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน" รศ.โคแกน กล่าว และเสริมว่าเขาเคยเห็นรูปแบบเดียวกันนี้ที่วงดนตรีร็อกชื่อว่า Bi-2 ของรัสเซียซึ่งมีจุดยืนต่อต้านปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครน เสี่ยงถูกเนรเทศกลับไปรัสเซียจากไทย หลังถูกจับกุมขณะมาเล่นคอนเสิร์ตที่ภูเก็ตเมื่อเดือน ม.ค. 2567 แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาไม่ถูกเนรเทศไปรัสเซียตามแรงกดดันของทางการรัสเซีย โดยเลือกเดินทางไปอิสราเอลแทน
รศ.โคแกนชี้ให้เห็นว่าในจังหวะที่ไทยกำลังถูกรัสเซียกดดันให้ส่งตัวนักดนตรีวงร็อก BI-2 เป็นช่วงเดียวกันกับที่ไทยพยายามเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย
"มันแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของไทยในเรื่องการท่องเที่ยว แต่ขณะเดียวกัน รัสเซียก็กำลังกดดันไทยให้ส่งตัวนักดนตรีเหล่านั้นซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่อต้านปูตินอย่างมาก ทุก ๆ การมาเยือนดูเหมือนจะเกิดเรื่องเหล่านี้เสมอ และไม่ใช่แค่กับจีน" เขากล่าว
"ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดว่ากำลังเกิดขึ้นที่นี่ และผมเคยเขียนเรื่องนี้มาก่อนแล้ว สิ่งนี้เรียกว่า 'การผ่อนปรนเชิงเลือกสรร' (selective accommodation) และมันยังคงดำเนินต่อไป คือ ประเทศไทยยอมโอนอ่อนผ่อนตามในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อรัฐต่าง ๆ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเสียต่อความมั่นคงแห่งชาติของตนเอง และมันช่วยให้พวกเขาดำเนินการได้อย่างเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติมากขึ้น และช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการค้าหรือผลประโยชน์ทางการทูตที่ใหญ่กว่าที่พวกเขากำลังแสวงหาอยู่ ดังนั้นคุณจึงเห็นสิ่งนี้กับเวียดนาม คุณเห็นสิ่งนี้กับรัสเซีย และคุณเห็นมันกับจีนอย่างแน่นอน" รศ.โคแกน กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญชี้ไทยยังคงพยายามสมดุลอำนาจกับจีน แม้ทำงานร่วมกัน "แน่นแฟ้น" มากขึ้น
นายเมอเนต์ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศด้านจีน ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า หากมองย้อนกลับไป เห็นได้ว่าไทยมีความเชี่ยวชาญในการจัดการกับข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงจากจีนมาก่อน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการลาดตระเวนในแม่น้ำโขงหลัง "เหตุการณ์หน่อคำ" ในปี 2554 เมื่อเรือขนส่งสินค้าสัญชาติจีน 2 ลำถูกโจมตีในแม่น้ำโขงช่วงสามเหลี่ยมทองคำ ทำให้ชาวจีน 13 รายเสียชีวิต
เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวจีนครั้งนี้นำไปสู่การไล่ล่านายหน่อคำ ชายชาวพม่าจากรัฐฉานซึ่งมีประวัติพัวพันกับการค้ายาเสพติดและการปล้นชิง รวมไปถึงมีทหารไทยจากกองกำลังผาเมืองถูกตั้งข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นและทำลายศพ
ในตอนนั้น นายเมอเนต์ชี้ว่าไทยพยายามจำกัดขอบเขตการสืบสวนของจีนในดินแดนไทย และยืนกรานที่จะดำเนินการในรูปแบบ "การลาดตระเวนแบบประสานงาน" (coordinated patrol) แทนที่จะเป็นในรูปแบบ "ลาดตระเวนร่วม" (joint patrol) โดยปฏิเสธไม่ให้เรือของจีนเข้ามาแล่นในน่านน้ำของไทย เมื่อเกิดการตระเวนแม่น้ำโขงระหว่างจีน ลาว เมียนมา และไทย เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้กับเรือสินค้า
นายเมอเนต์มองว่าไทยพยายามรักษาสมดุลระหว่างข้อเรียกร้องของจีน ขณะที่ยังคงรักษาอธิปไตยของตนไว้ได้มาอย่างยาวนาน แต่ความเคลื่อนไหวสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2568 ก็ทำให้เห็นว่าสมดุลนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
นักวิชาการชาวฝรั่งเศสผู้นี้บอกว่าการที่ไทยตกลงให้ตำรวจจากจีนเข้ามาประจำการในพื้นที่ อ.แม่สอด เป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือน เพื่อจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติในฝั่ง จ.เมียวดี ของเมียนมา รวมถึงการปรากฏตัวของนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วย รมว.ความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในขณะนั้น ตามเมืองชายแดนของไทย เป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำให้เห็นว่าสมดุลอิทธิพลจีนในไทยนั้นไม่เหมือนเดิม
"นายหลิว จงอี้ เดินทางมายังประเทศไทยหลายครั้งในปี 2025 เช่นเดียวกับที่เขาเดินทางไปยังประเทศอื่น ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อเร่งรัดการปราบปรามขบวนการต้มตุ๋น อย่างไรก็ตาม บางครั้งเขาก็เดินทางไปยังภาคเหนือของไทยโดยไม่ได้แจ้งให้ทางการในกรุงเทพฯ ทราบ ซึ่งประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของไทย และนั่นยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเชื่อมั่นในความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างจีนและไทยอีกด้วย" นายเมอเนต์กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของนายหลิว จงอี้ ซึ่งขณะนี้ถูกปลดออกจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว
"บางครั้งพวกเขาก็ตกลงที่จะดำเนินการดังกล่าวเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศไทย ซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อรับมือกับคลื่นอาชญากรจำนวนมหาศาลที่พวกเขาไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน ทางการจีนก็นำความร่วมมือนี้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองเช่นกัน และบางครั้งก็ขยายขอบเขตความร่วมมือให้กว้างและลึกซึ้งยิ่งขึ้นจนเกินกว่าข้อตกลงเดิมที่ทำไว้กับฝ่ายไทย ซึ่งผมมองว่านี่คือธรรมชาติของการเจรจาต่อรองกับจีนเสมอมา กล่าวคือ คุณต้องคอยระวังไม่ให้การยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกลายเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาฉวยโอกาสเอาไปจนหมดทั้งแขน" เขาเปรียบเปรย
ในอีกด้านหนึ่ง นายเมอเนต์ยังชี้ให้เห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตำรวจไทยได้ร่วมมือกับจีนมากขึ้นและมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากระบบเฝ้าระวังของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)ในปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีของหัวเว่ย (Huawei) ส่วนในระดับท้องถิ่นนั้น "อาจมีสถานีตำรวจไทยขนาดเล็กบางแห่งที่ต้องพึ่งพาจีนและนักธุรกิจชาวจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงินทุนและการทุจริตคอร์รัปชัน"
"อย่างไรก็ตาม ตำรวจไทยไม่ได้มองแค่จีนเพียงอย่างเดียว พวกเขาทำงานอย่างใกล้ชิดมากกับเอฟบีไอ (FBI) ด้วย โดยเฉพาะหน่วยงานที่ละเอียดอ่อนและเป็นแกนหลักของตำรวจไทย ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณนึกถึง CIB (กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง) พวกเขาไม่ได้เชื่อใจจีนขนาดนั้น" จากวิจัยจากฝรั่งเศส กล่าว
อำนาจเชิงบังคับของจีนมีอะไรบ้าง
เมื่อมองหาว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้จีนมีอำนาจในการต่อรองกับไทยสูงกว่า รศ.โคแกน ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพและการศึกษาความขัดแย้ง ให้ความเห็นว่าสำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่อำนาจอ่อนหรือซอฟต์พาวเวอร์ (Soft power) แต่อย่างใด ทว่ามันคือขนาดเศรษฐกิจของจีนที่เป็นพันธมิตรอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงไทย
"แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขนาดทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ซอฟต์พาวเวอร์ มันคืออำนาจเชิงบังคับ" เขากล่าว
ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นกล่าวต่อว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงฟื้นฟูหลังวิกฤตโควิด-19 นั้น "สาหัสอย่างมาก" เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่เปราะบางมาก และรัฐบาลพยายามอย่างหนักในการดึงนักท่องเที่ยวให้กลับมาเพราะหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญกับสงครามทางการค้าของสหรัฐฯ ที่กดดันเรื่องภาษีศุลกากร ซึ่งสิ่งนี้ยิ่งทำให้จีนมีอำนาจต่อรองกับไทยสูงขึ้นไปโดยปริยาย เพราะไทยเองก็ไม่มีทางเลือกทางตลาดที่หลากหลายช่วยกระจายความเสี่ยงเมื่อเผชิญกับวิกฤตนี้
ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจของไทยเปราะบางและไม่มีทางเลือกอื่นที่มั่นคง นอกจากจีนซึ่งเป็นพันธมิตรทางการค้าขนาดใหญ่ในภูมิภาค รศ.โคแกนจึงมองว่านี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไทยมีแรงจูงใจปฏิเสธคำขอของจีนลดลง
"ดังนั้นถ้าเกิดปาฏิหาริย์บางอย่าง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยดีขึ้น และสามารถเติบโตได้ในอัตราเดียวกับที่เวียดนามกำลังเติบโต บางทีพวกเขาอาจจะมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะตอบปฏิเสธ หมายถึงบอกปัดไปว่า 'ฉันจะไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนคนเหล่านี้' แต่ผมยังไม่เห็นว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้เลย" เขากล่าว
นอกจากนี้ เขาเสริมว่าอำนาจเชิงบังคับของจีนยังประกอบด้วยกลไกอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วย เช่น การขยายอิทธิพลผ่านลาว กัมพูชา และเมียนมาในฐานะรัฐตัวแทน (proxy states) ขณะเดียวกันเขื่อนของจีนที่อยู่ในพื้นที่ต้นแม่น้ำโขงก็ทำให้จีนมีอำนาจเหนือในการควบคุมการไหลของน้ำสำหรับเขื่อนไฟฟ้าพลังงานโขงในลุ่มน้ำนี้ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระดับการทูตในลักษณะ "พี่น้อง" และเป็น "ครอบครัวเดียวกัน" ซึ่งเป็นวาทศิลป์ที่จีนใช้เพื่อสร้างความสบายใจในการรักษาสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ เพื่อให้ความร่วมมือต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดีก็เป็นส่วนประกอบที่ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองมากกว่าด้วย
ไทยมีต้นทุนอะไรบ้างในเรื่องนี้
รศ.โคแกนให้ความเห็นว่า ต้นทุนที่ประเทศไทยต้องจ่ายเมื่อทำตามคำขอของจีน โดยเฉพาะในกรณีที่ส่งตัวผู้ลี้ภัยหรือผู้เห็นต่างกลับไปยังจีนนั้น คำตอบที่น่าเศร้าคือ "ไทยไม่มีต้นทุนอะไรเลย" เนื่องจากภาพลักษณ์ที่นานาชาติมองประเทศไทยในเรื่องนี้นั้น ไม่ได้ส่งผลต่อกิจกรรมภาคบังคับที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนี้
"คุณคิดว่าคนจะหยุดมาเมืองไทยเพราะพวกเขาไม่อยากสนับสนุนการที่คนถูกส่งตัวกลับไปยังจีนแผ่นดินใหญ่เหรอ ไม่ใช่หรอกครับ รู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงไม่มาเมืองไทย ? เพราะค่าใช้จ่ายมันสูงเกินไป เพราะราคาน้ำมันแพงเกินไป เพราะเศรษฐกิจของประเทศพวกเขาเองกำลังย่ำแย่ต่างหาก ทำไมคนจีนถึงไม่มาเมืองไทย ? มันไม่ใช่เพราะเรื่องการส่งตัวกลับประเทศ นี่เป็นคนละประเด็นกันเลย แต่เป็นเพราะความกลัวเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง เพราะมีประเด็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ แต่เรื่องประเด็นการส่งตัวกลับ การบังคับย้ายถิ่นฐาน หรือการบังคับเนรเทศ ผมไม่เห็นว่ามันส่งผลนะ"
ขณะเดียวกัน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านประเทศไทยของฮิวแมนไรท์วอทช์กลับมองว่าไทยมีต้นทุนหลายมิติในการดำเนิน "นโยบายตามใจจีน" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นในเวทีสิทธิมนุษยชนระดับโลก ซึ่งเขาเชื่อว่าไทยจะถูกตรวจสอบอย่างหนักโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติซึ่งมีกำหนดการตรวจสอบในเดือน พ.ย. นี้ และเขายังมองว่ากรณีนี้จะเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) ซึ่งตั้งเป้าไว้ในปี 2571
เขายังมองว่าการที่ไทยยอมจำนนต่ออำนาจเชิงบังคับของจีนอยู่เรื่อยไปเช่นนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังทำให้ไทยมีท่าทีไม่กล้าต่อรองกับจีนในประเด็นอื่น ๆ ที่กระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง เช่น เรื่องเหมืองจีนในเมียนมาที่ปล่อยสารพิษลงสู่ลุ่มน้ำทางเหนือของไทย การปล่อยให้ "กลุ่มจีนเทา" เข้ามาดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายในไทย ไปจนถึงปัญหาคอร์รัปชันที่ตามมา
"ประเด็นที่ผมอยากจะบอกก็คือ ถ้าไม่แคร์เรื่องสิทธิมนุษยชน มันก็ยังมีผลที่เป็นรูปธรรมอื่น ๆ มากกว่าที่ควรจะแคร์" นายสุณัยกล่าว
อิทธิพลของจีนต่อไทยเป็นอย่างไร เมื่อเปรียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตว่าแม้จีนไม่ได้เรียกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตรง ๆ ว่าเป็น "หลังบ้าน" ของจีน แต่ภูมิภาคนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทูตต่อประเทศโดยรอบ (peripheral diplomacy ) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจีนในลักษณะการทูตเพื่อนบ้านของจีน ซึ่งมีปัจจัยมาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ จำนวนของชาวจีนโพ้นทะเลที่อยู่ในภูมิภาค รวมถึงสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน
นายเมอเนต์กล่าวว่า "บางครั้งมีการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงว่าเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน หรือเปรียบเปรยด้วยภาพของขุนเขาและสายน้ำ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ที่แนบแน่นดั่งริมฝีปากกับฟัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องความร่วมมือที่เกื้อหนุนกันอย่างใกล้ชิดระหว่างจีนและกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง แนวคิดดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของหน่วยงานความมั่นคงจีน โดยพื้นที่ลุ่มน้ำโขงเปรียบเสมือนห้องทดลองสำหรับการดำเนินงานด้านการบังคับใช้กฎหมายของจีน ซึ่งมีการริเริ่มโครงการที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น ศูนย์ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคงแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (Lancang-Mekong Law Enforcement and Security Cooperation Center) หรือศูนย์ประสานงานตำรวจแบบทวิภาคีที่จัดตั้งขึ้นในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา"
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ตอบสนองต่ออิทธิพลของจีนแตกต่างกัน โดยเห็นได้ว่าเมียนมาเป็นที่ที่ "ตำรวจจีนมีการแทรกซึมสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก" และพวกเขาสามารถดำเนินปฏิบัติการในระดับที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมา และจีนยังสามารถกดดันรัฐบาลทหารผ่านกองกำลังกลุ่มชนชาติพันธุ์ที่มีความใกล้ชิดกับจีน หากรัฐบาลทหารไม่ทำตามข้อร้องขอ
ส่วนลาวนั้น จีนมีอิทธิพลสูงอย่างมากโดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนเหนือในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งจีนสามารถปฏิบัติการต่าง ๆ ได้โดยที่รัฐบาลลาวแทบไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง "แต่ลาวก็ยังคงรักษาสมดุลบางอย่างกับเวียดนามในเวลาเดียวกันเรื่องความร่วมมือด้านตำรวจและความมั่นคง แม้ต้องพึ่งพาจีน
สำหรับกัมพูชานั้น แม้จีนมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจสูงมาก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอิทธิพลในด้านความมั่นคงเสมอไป เขามองว่ากัมพูชาไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของจีนโดยง่าย ยกตัวอย่างเช่น กรณีของนายเฉิน จื้อ ผู้บริหารกลุ่มปรินซ์กรุ๊ปที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้นำกัมพูชา และถูกกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร โดยจีนต้องใช้เวลาอยู่นานกว่ากัมพูชาจะยอมส่งตัวเขาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้ทางการจีน
เมื่อมองกลับมาที่ไทย ถึงแม้เผชิญกับอิทธิพลของจีนในหลายด้าน แต่เขากลับมองว่าไทยมีอำนาจต่อรองกับจีนมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
"นอกจากนี้ยังมีสถานะของไทยที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น และมีจุดยืนในภูมิภาคที่เข้มแข็งกว่าในเรื่องอธิปไตย อิสรภาพ และการกระจายความสัมพันธ์กับพันธมิตรต่าง ๆ ช่วยให้ไทยมีพื้นที่ในการขยับตัวมากกว่ากัมพูชา ลาว หรือเมียนมา"
"ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและจีนมีแนวโน้มจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเมื่อผลประโยชน์ของทั้งสองชาติสอดคล้องกัน และแม้ว่าบทบาทด้านการบังคับใช้กฎหมายของจีนจะมีวิวัฒนาการไปตามที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ แต่ไทยก็ยังคงดำเนินนโยบายที่หลากหลายและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ในขณะนี้ยังมีความร่วมมือทวิภาคีกับฝรั่งเศสที่กำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยรู้วิธีที่จะรับมือและดำเนินความสัมพันธ์กับจีนได้อย่างเหมาะสมในยามที่จำเป็น" นายเมอเนต์กล่าว
อย่างไรก็ดี นายสุณัย ที่ปรึกษาอาวุโสด้านประเทศไทยของฮิวแมนไรท์วอทช์ กลับเห็นต่างออกไป เขามองว่าในตอนนี้สามารถพูดได้เต็มปากว่าไทยและประเทศอื่น ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงกำลัง "เป็นส่วนขยายของการใช้อำนาจ ซึ่งรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ของจีน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนกำลังบังคับใช้กฎหมายตัวใหม่ที่มีชื่อว่ากฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่ามีบางข้อบัญญัติที่เอื้อให้รัฐบาลจีนปราบปรามผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบคอมมิวนิสต์ที่พำนักอยู่ต่างประเทศได้
"ก็คือมีกลุ่มคนจีนอยู่ที่ไหน นั่นเป็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขต มันคือบรรยากาศยุคอาณานิคมที่จีนนำกลับมาใช้ แล้วประเทศเหล่านี้ก็ไม่หือไม่อือ เท่ากับว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับจีน เป็นรัฐอาณานิคมของจีนไปโดยปริยาย คำว่ามณฑลไท่กั๋ว นับตั้งแต่นี้ไม่ใช่เรื่องตลกแล้ว มันกลายเป็นสภาพโดยพฤตินัยของไทยที่เกิดขึ้นจริง ๆ" นายสุณัยกล่าวทิ้งท้าย