You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ภูมิใจไทยประกาศฟ้องยิ่งชีพ หลังไอลอว์-ฝ่ายค้านแกะรอยตัวละครที่ถูกกล่าวหาใน "คดีฮั้วเลือก สว."
เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการพิจารณา "คดีฮั้วเลือก สว." ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคฝ่ายค้านและภาคประชาชนได้ออกมาเปิดเผยพฤติกรรมของบรรดา "ตัวละคร" ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ โดยอ้างปากคำของพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์
วันนี้ (21 ก.ค.) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) เข้ายื่นเรื่องต่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เพื่อขอให้ตรวจสอบ 9 บุคคลสำคัญในรัฐบาล ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แต่ "อาจลอยนวลด้วยน้ำมือของ กกต." แบ่งเป็น รัฐมนตรี (รมต.) ปัจจุบัน 7 คน, อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 1 คน, สส. 1 คน
นายยิ่งชีพกล่าวว่า กกต. ชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมในการตรวจสอบคดีโกงเลือก สว. เพราะบางส่วนมาจากการให้ความเห็นชอบของ สว. และกำลังทำหน้าที่ตรวจสอบ สว. อยู่ ดังนั้นต้องการให้ กกต. ชุดนี้ไม่ต้องใช้ดุลพินิจเยอะ แต่ทำหน้าที่เป็นเพียง "บุรุษไปรษณีย์" เพื่อให้ครบกระบวนการและส่งคดีของ สว. และเครือข่ายรวม 229 คนฟ้องต่อศาลฎีกาให้เร็วที่สุด
ด้านนายพริษฐ์บอกว่า หลังจากนี้พรรคฝ่ายค้านจะใช้ทุกกลไกทั้งในและนอกสภาตรวจสอบเรื่องนี้ และตั้งใจว่าจะยื่นขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล "อนุทิน 2" ในสมัยประชุมหน้าของรัฐสภา (เปิดสมัย 25 ก.ย.) ทั้งที่เกี่ยวกับคดีโกงเลือก สว. และอื่น ๆ อีกหลายประเด็น
อย่างไรก็ตาม สส. จากพรรคสีส้มแสดงความกังวลใจการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าอาจมีการตัดตอน 3 ประการคือ 1. ตัดตอนให้เหลือเฉพาะผู้ปฏิบัติการ เพื่อทำให้เครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังในระดับสั่งการและบริหารจัดการไปไม่ถึงศาล 2. ตัดตอนให้เรื่องไปถึงศาลแค่บางจังหวัด 3. ตัดตอนในลักษณะสังเวยกลุ่มน้ำเงินอ่อน เพื่อปกป้องกลุ่มน้ำเงินเข้มที่อยู่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจที่แท้จริง
เกือบทันทีทันใด ฝ่ายกฎหมายของพรรค ภท. ออกมาเปิดเผยว่า 9 นักการเมืองสังกัดพรรค ภท. นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จะฟ้องดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพในข้อหาหมิ่นประมาท
คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ทำให้การเลือก สว. ปี 2567 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีฮั้วเลือก สว." หรือ "คดีโกงเลือก สว." จำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน (มี สว. ปัจจุบัน 136 คน ส่วนอีก 2 คนพ้นจากตำแหน่งไปแล้วด้วยคดีอื่น) และหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค สส. และเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) 91 คน
ขณะนี้ กกต. ชุดใหญ่ที่มีนายวรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน อยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวนคดีโกงเลือก สว. ในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นการพิจารณาไล่เรียงไปเป็นรายจังหวัด/กลุ่มจังหวัด คาดว่าจะพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการได้ภายในเดือน ส.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน ก.ย. ว่าจะส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกาหรือไม่ หลังมีการตั้งคณะกรรมการอย่างน้อย 2 ชุดขึ้นมาพิจารณาและกลั่นกรองคดีนี้ ทว่าความเห็นที่เสนอต่อ กกต. นั้นแตกต่างกัน
คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เห็นควรให้ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคน
ขณะที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีความผิด ซึ่งปรากฏในการรายงานข่าวในสื่อหลายสำนัก
ยื่นฝ่ายค้านตรวจสอบ 9 นักการเมือง "พรรคสีน้ำเงิน"
สำหรับรายชื่อของนักการเมืองค่ายภูมิใจไทยที่ไอลอว์ขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบว่ามีส่วนในขบวนการโกงการเลือก สว. จริงหรือไม่ มีทั้งหมด 9 คน โดยแต่ละคนถูกกล่าวหาด้วยพฤติกรรมแตกต่างกันไป ตั้งแต่ "มีส่วนรู้เห็น" "มีส่วนร่วม" "เป็นผู้วางแผน" โดยบางรายถูกระบุว่าเป็น "หัวหน้าขบวนการ"
ไอลอว์ระบุว่า "ได้รวบรวมข้อมูลจากการลงสนามติดตามทุกขั้นตอน และจากปากคำของพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์" อย่างไรก็ตามบีบีซีไทยไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็น "การบอกเล่าของพยาน" ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา 2 ปีแล้วได้
หัวหน้าพรรค ภท. เคยออกประกาศลงวันที่ 30 เม.ย. 2567 เรื่อง ห้ามกระทำการโดยวิธีการใด ๆ ในการเลือก สว. โดยให้กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรค สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสมาชิกพรรคทุกคนอย่าได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอันจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อพรรค ภท. ได้
สำหรับรายชื่อนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาโดยไอลอว์มี ดังนี้
1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ภท.
ไอลอว์อ้างข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีผู้สมัคร สว. กลุ่ม 14 (สตรี) เปิดเผยว่า ได้พบนายอนุทิน (ขณะนั้นเป็นรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย) ที่อาคารรัฐสภา เพื่อขอให้ช่วยในการเลือก สว. แต่นายอนุทินรักษาท่าทีโดยให้หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ประสานงานเรื่องการเลือก สว. และให้ไปคุยกันเอง เมื่อผู้สมัครรายดังกล่าวโทรไปคุย จึงทราบว่าบุคคลปลายสายคือนางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขณะนั้นเป็น สส.อำนาจเจริญ พรรค ภท.)
นอกจากนี้ยังมีพยานหลายคนให้การว่า ได้พบเห็นนายอนุทินไปพูดคุยกับ สว. มากกว่า 100 คน ที่โรงแรมพูลแมน บางกอก คิงพาวเวอร์ ซอยรางน้ำ เมื่อ 21 ก.ค. 2567 หลังการประชุมครั้งนั้นได้ข้อสรุปว่าจะเลือกใครเป็นประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา แล้วผลก็ออกมาตามนั้น
อย่างไรก็ตามนายอนุทินตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีมีการเปิดชื่อ 9 นักการเมืองพรรค ภท. โยงกับคดีฮั้วเลือก สว. โดยบอกว่า "ยังไม่เห็นข่าว" แต่บอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีการระบุชื่อนายอนุทินเป็นชื่อแรกนั้น หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวว่า "ก็แสดงว่าข้อมูลเชื่อถือไม่ได้" ก่อนจะหัวเราะและพูดว่า "ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร"
ย้อนไปในช่วงเดือน พ.ค. 2568 ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ คณะที่ 26 ของ กกต. เรียกไปรับทราบและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา นายอนุทินเคยระบุว่า พรรค ภท. ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง สว. "ขออย่ามายัดเยียด" และ "อย่ามาคิดมโนอะไร"
"ผมบ่นให้ผู้สื่อข่าวฟังตลอดว่าขั้นตอนการเลือก สว. เป็นอย่างไร จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่าเลือกเข้ามากันอย่างไร เพราะผมไม่เกี่ยว ไม่ได้สนใจ เลือกระดับอำเภอ จังหวัดประเทศ และไขว้ ไม่รู้สักอย่าง ซึ่งเมื่อผมไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้สนใจ" หัวหน้าพรรค ภท. ชี้แจงผ่านสื่อมวลชนเมื่อ 20 พ.ค. 2568
2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
เป็นน้องชายของนายพรเพิ่ม ทองศรี สว. กลุ่ม 13 (ผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม หรืออื่น ๆ) จาก จ.บุรีรัมย์
ไอลอว์อ้างข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของพยานในจังหวัดภาคอีสานว่า ผู้สมัคร สว. หลายคนถูกเชิญไปที่โรงแรมณัฐพงษ์แกรนด์ จ.หนองบัวลำภู โดยมีผู้สมัครคนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการและประกาศในที่ประชุมว่า "เป็นคำสั่งของท่านทรงศักดิ์ให้แบ่งรายชื่อให้ชัดเจน" เมื่อได้บัญชีรายชื่อแล้วก็นำส่งให้นายทรงศักดิ์ (ขณะนั้นเป็น รมช.มหาดไทย) รับทราบ ซึ่งต่อมาผู้สมัครคนดังกล่าวได้รับเลือกให้เป็น สว.
ก่อนวันเลือกระดับประเทศ พยานอ้างว่ามีการนัดหมายผู้สมัครราว 100 คนไปรวมตัวกันที่โรงแรมธาราแกรนด์ ปทุมธานี โดยมีการจัดเตรียมห้องพักให้ และได้รับคำสั่งให้อยู่ในห้องพัก จากนั้นมีบุคคลที่อ้างว่าเป็น "คนของนายทรงศักดิ์" นำค่าตอบแทนไปให้ แต่สุดท้ายพยานคนนี้ไม่ได้รับเงินสด แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. ไม่ได้มาทำงาน แต่ได้รับเงินเดือนของผู้ช่วย สว
3. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรค ภท.
ไอลอว์อ้างคำบอกเล่าของพยานซึ่งเป็นอดีต สส. พรรค ภท. ที่บอกว่า คณะกรรมการบริหารพรรคที่เป็นคนรุ่นใหม่ นำโดยนายภราดร (ขณะนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรค) "เป็นคนนำระเบียบและข้อบังคับมาศึกษาวิเคราะห์และจัดทำระบบปฏิบัติการขึ้นมาผ่านโปรแกรมออฟไลน์" โดยเน้นจังหวัดขนาดเล็ก มีอำเภอน้อย เพื่อเสนอต่อ กก.บห. พรรค ภท. และขอเงินสนับสนุน 10,000 บาท/คน แต่สำหรับผู้สมัครที่เข้ารอบไปถึงระดับประเทศได้จะได้รับเงินสนับสนุน 40,000 บาท/คน โดยมี "นายต่าย" ผู้ช่วย สส. ของนายภราดรเป็นผู้ดำเนินการตามแผน
นายภราดรเคยให้สัมภาษณ์ผู้จัดการเมื่อ มิ.ย. 2569 ถึงกรณีตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. โดยบอกว่าเป็นเพราะเขาจบสถิติ "จึงเป็นนักคำนวณระดับโลกที่จะไปสร้างสมการขนาดใหญ่ แล้วทำให้เกิดการฮั้วกันของ สว. จำนวนมาก" และย้ำว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเพียงวาทกรรม ไม่เคยมีหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงตัวเขาหรือพรรค ภท. แม้ที่ผ่านมาเคยถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินจากหลายหน่วยงานของรัฐแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่พบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการกระทำผิด
4. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) และ สส.อ่างทอง พรรค ภท.
ไอลอว์อ้างข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีทีมงานของนายกรวีร์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 คนคือ "นายสมพร" ผู้ช่วย สส. ทำหน้าที่ขับรถพาผู้สมัคร สว. รายหนึ่งเดินทางจาก จ.อ่างทอง ไปประชุมที่โรงแรมวังยาว ริเวอร์ จ.นครนายก จากนั้นขับรถต่อไปยังโรงแรมมารวย การ์เดน เพื่อเปิดห้องพักโดยลงทะเบียนในนามนายสมพร ทั้งนี้มีผู้สมัคร สว. จากอ่างทอง 6 คนเข้าพักที่โรมแรมดังกล่าว ก่อนการเลือกระดับประเทศ ในจำนวนนี้มีคนที่ได้รับเลือกให้เป็น สว. 2 คนคือ นายสืบศักดิ์ แววแก้ว และนายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อ "น.ส.ไอศิกา" เลขานุการส่วนตัวของนายกรวีร์ เป็นผู้เข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวด้วย
5. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม
เป็นอดีตเจ้านายของ สว. โดยแต่งตั้งนายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ เป็นที่ปรึกษา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนี้ยังเป็นน้องเขยของ สว. ประเทือง มนตรี พี่ชายของภรรยาด้วย
ไอลอว์ระบุถึงคำบอกเล่าของพยานว่า นายอธิวัฒน์ มนตรี ลูกชายของนายประเทือง เป็นผู้ประสานงานให้ผู้สมัคร สว. มาพูดคุยกันที่โรงแรมอัศวิน กทม. และมีพยานอีกคนเห็นนางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของนายพิพัฒน์ พร้อม น.ส.ปกรกานต์ รัชกิจประการ ลูกสาว เข้าร่วมเพื่อเตรียมโพยเลือก สว. ที่โรงแรมธาราแกรนด์ ปทุมธานี ก่อนถึงวันเลือกระดับประเทศ
6.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี
ไอลอว์อ้างคำบอกเล่าของพยานที่เป็นอดีตผู้สมัคร สว. ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพเกษตรกรรมเปิดเผยว่า ได้เข้าพบนายนภินทร (ขณะนั้นเป็น รมช.พาณิชย์) ที่ห้องทำงานในกระทรวงพาณิชย์ โดยนายนภินทรได้ทำความตกลงและขอให้ลงชื่อในใบลาออกของ สว. เอาไว้ก่อนล่วงหน้า
ในชั้นสอบสวน มี สว. กลุ่มหนึ่งให้การว่าได้เข้าพบนายนภินทร แต่เป็นการนัดหมายคุยเรื่องอื่น และนายนภินทรปฏิเสธจะช่วยเหลือเพราะกฎหมายห้ามยุ่งเกี่ยว
7. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อำนาจเจริญ พรรค ภท.
นอกจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่านางสุขสมรวยเป็นผู้ประสานงานกับผู้สมัคร สว. ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายอนุทินแล้ว ไอลอว์ยังเปิดเผยคำบอกเล่าของพยานอีกรายที่ว่า ได้รับการชักชวนจาก พ.ต.อ.วิเชียร วันทนียกุล สามีของนางสุขสมรวย ให้สมัคร สว. ใน จ.อำนาจเจริญและได้จ่ายเงิน 6,000 บาทเป็นค่าป่วยการ ในระหว่างนั้นได้ไปร่วมประชุมที่รีสอร์ทสุขสำราญ จ.อำนาจเจริญ
นอกจากนี้ยังพบว่ามีคนนามสกุลเดียวกับนางสุขสำรวย ลงสมัคร สว. กลุ่ม 14 (สตรี) ทั้งที่ จ.อำนาจเจริญ และ จ.สงขลา ด้วย
8. นายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรค ภท.
ก่อนวันเลือก สว. มีเงินโอนเข้าบัญชีนายพิชัย จำนวน 500,000 บาท ซึ่งผู้โอนระบุเพียงว่า "เป็นการยืมเงินกันเท่านั้น"
ไอลอว์อ้างพยานที่เป็นอดีตผู้สมัคร สว. จากสุราษฎร์ธานีที่เล่าว่ามีผู้ช่วย สส. ของนายพิชัยเข้ามาเกี่ยวข้อง 2 คนคือ นายสุบิน ศักดา ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินของดีเอสไอ เพราะมีการโอนเงินเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงการเลือก สว. โดยมี น.ส.นิสิตา หมั่นไชย เสมียนพรรคภูมิใจไทย จ.สุราษฎร์ธานี เขต 6 ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมในคดีฟอกเงิน ส่วนผู้ช่วยอีกคนคือ นายสุภาส พิณกรต เป็นคนขับรถพาผู้สมัคร สว. กว่า 10 คนไปสมัครที่ อ.ท่าช้าง จ.สุราษฎร์ธานี
9. นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต สส.นครพนม พรรค ภท.
อดีตรองประธานสภารายนี้คือชายที่ปรากฏตัวในคลิปอันลือลั่น ในงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับ สว. ใหม่ที่ จ.นครพนม และนายศุภชัยยังเป็นเจ้าของคำกล่าวที่ว่า "นี่คือ สว.สีน้ำเงิน"
ไอลอว์ระบุถึงคำบอกเล่าของพยานที่เป็นผู้สมัคร สว. จากนครพนมยืนยันว่า ได้พบกับนายศุภชัยที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงก่อนวันเลือก สว. และนายศุภชัยได้อยู่ในห้องที่มีกระบวนการคุยกันจัดทำโพย และสั่งให้ผู้สมัครแต่ละคนตีตารางและจดหมายเลขที่ต้องเลือกลงไปด้วย
ไอลอว์ระบุว่า นายศุภชัยยอมรับกับพนักงานสอบสวนของดีเอสไอว่าได้เดินทางไปที่โรงแรมนั้นจริง แต่บอกว่า "ไปให้กำลังใจกลุ่มผู้สมัคร สว. ของ จ.นครพนม และได้เข้าไปสังเกตการณ์แนะนำตัว" แต่ปฏิเสธว่าไม่มีการทำโพยฮั้วเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเห็นหรือคำบอกเล่าของพยานที่อ้างว่าไปร่วมประชุมในที่ต่าง ๆ ประเมินอะไรคือพยานหลักฐานสำคัญที่จะทำให้คดีนี้ไปถึงศาลได้ นายยิ่งชีพตอบว่ามี 3 หลักฐานหลัก ได้แก่ ฐานที่อยู่ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ว่าบุคคลคนที่เกี่ยวข้องกับพรรค ภท. ไปรวมตัวกันที่โรงแรมตามที่กล่าวไว้จริงหรือไม่, กล้องวงจรผิดของพื้นที่นั้น ๆ,ทะเบียนรถว่ามีรถคันไหนพาใครไปส่งที่ไหน เพราะคนเกี่ยวกับทะเบียนรถ และทะเบียนรถเกี่ยวกับขบวนการ ซึ่งเชื่อว่าหลักฐานในมือของ กกต. จะชัดเจนกว่าสิ่งที่อยู่ในมือภาคประชาชน
แต่ในส่วนของเส้นเงิน นายยิ่งชีพบอกว่า "ข้อมูลที่เก็บจากปากคำพยาน ส่วนใหญ่จ่ายเป็นเงินสด ถือเป็นบึก จึงไม่มีหลักฐาน เส้นเงินเท่าที่มีปรากฏเป็นปลายขอบของขบวนการที่ไม่ระมัดระวังมากพอ จึงคิดว่าเส้นเงินเป็นเรื่องรอง"
นายกฯ และ 8 นักการเมือง ภท. เตรียมฟ้องยิ่งชีพหมิ่นประมาท
เย็นวันเดียวกัน (21 ก.ค.) นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. เปิดแถลงข่าวที่พรรค ภท. โดยกล่าวว่า ถ้อยคําในเนื้อหาคําร้องและการแถลงของนายยิ่งชีพ ทั้งหมดที่ปรากฏเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการหมิ่นประมาทบุคคลทั้ง 9 คน กรณีมีการอ้างว่าเป็นการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของไอลอว์ ต้องถามกลับไปยังนายยิ่งชีพว่ามีข้อมูลนี้จากไหน อย่างไร เป็นความจริงหรือความเท็จอย่างไรในสิ่งที่ได้มีการสืบสวนสอบสวน
นายศุภชัยกล่าวว่า กรณีนี้ "เป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีบุคคลที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด" เป็นการกระทําที่ผิดทางอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท
"นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในข้อหาหมิ่นประมาท และบุคคลอื่นที่ปรากฏอยู่ตามคําแถลงและในหนังสือที่ได้ยื่นต่อประธานวิปฝ่ายค้านนั้น ทุกคนก็จะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในการกระทําที่นายยิ่งชีพได้กระทําไป" นายศุภชัยระบุ
ภายหลังทราบข่าว นายยิ่งชีพระบุผ่านเฟซบุ๊กของเขาซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะว่า "ถ้าท่านอนุทินฟ้องผมฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว เจ้าตัวต้องมาเอง ผมอยากขอแต่งตั้ง อานนท์ นำภา เป็นทนายความ ให้อานนท์ ไปซักค้านสักสองวันเต็ม ๆ แล้วผมนั่งดู"
สำหรับนายอานนท์ เป็นทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมการเมืองที่ถูกพิพากษาให้จำคุกคดีมาตรา 112 และอื่น ๆ อีกหลายคดี ในระหว่างร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ เมื่อปี 2563-2564
พยาน 4 ปากแรกเปิดหน้าต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้ วิปฝ่ายค้านจัดงานเสวนา "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว." เมื่อ 12 ก.ค. เพื่อเจาะลึกหลักฐานในคดีฮั้วเลือก สว./โกงเลือก สว. โดยมีการเปิดปากคำของพยาน 4 คน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สว. ใน 4 กลุ่มอาชีพ จาก 4 จังหวัด โดยคนเหล่านี้เคยให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคดีนี้ไปแล้ว
ในระหว่างร่วมเสวนา พยานทั้งสี่ได้กล่าวพาดพิงถึงพฤติกรรมของ สว. ชุดปัจจุบันอย่างน้อย 6 คน ทั้งหมดเป็น สว. จากภาคอีสาน, นักการเมืองระดับชาติ 2 คน จากภาคอีสาน, นักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น 3 คน จากภาคอีสานและภาคใต้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นการกล่าวอ้างของอดีตผู้สมัคร สว. ซึ่งบีบีซีไทยไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้
นายดิเรก พรสีมา อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 3 (การศึกษา) จ.มหาสารคาม
- ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานถูกนัดให้ไปคุยกับ "นาย ส." อดีตผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยนาย ส. ซึ่งทำหน้าที่จัดหาผู้สมัคร สว. ระดับจังหวัด ได้ชักชวนพยานให้รวบรวมผู้สมัครมาร่วมทีมที่ดำเนินการอยู่ที่โรงแรมปทุมธานีเพลส จ.ปทุมธานี ทั้งนี้พยานได้รับแจ้งว่าคนที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจองที่พักคือ นายมานะ มหาสุวีรชัย สว. จากศรีสะเกษ และยังได้รับแจ้งด้วยว่า "ทางพรรคจะเป็นฝ่ายดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด" ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทางไป-กลับภูมิลำเนา และค่าตอบแทนรายบุคคลที่จะประเมินและแจ้งยอดอีกครั้งหนึ่ง
- วันเลือกระดับประเทศ พยานสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างการนับคะแนน เนื่องจากมีการกากบาทหมายเลขตามโพย โดยเรียงลำดับเหมือนกันเป๊ะ
นายธารินทร์ พินธุมัย ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 11 (ผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว) จ.นครพนม
- ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานถูกชักชวนโดยนายสากล ภูลศิริกุล สว. จากนครพนม ให้ไปร่วมประชุมกับขบวนการที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อไปถึงได้เจอกับทั้งนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.นครพนม และอดีตรองประธานสภา พรรค ภท. และผู้สมัคร สว. ประมาณ 20 คน ในจำนวนนี้มี 3 คนที่ต่อมาได้รับเลือกให้เป็น สว. จากนครพนม ได้แก่ นายสิทธิกร ธงยศ, นายสมหมาย ศรีจันทร์, นายสากล ภูลศิริกุล
- พยานรอที่โรงแรมสักพัก ก่อนตัดสินใจเดินทางกลับ กทม. แต่พอถึง กทม. แล้ว พยานถูกโทรตามให้กลับไปที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์อีกครั้ง และได้เดินทางกลับไปในช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ และร่วมประชุมที่มีการจัดทำโพย แต่พอพยานเห็นว่าไม่มีหมายเลขผู้สมัครของตนในโพย จึงแจ้งต่อนาย ศ. ว่า "ผมขอไม่เอาด้วยและจะไม่ขอร่วมมือกับขบวนการนี้" และเดินทางออกจากโรงแรมพร้อมผู้สมัครอีกคน
นายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ กลุ่ม 17 (ประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์) จ.หนองบัวลำภู
- พยานเป็นผู้ประสานงานให้กับ "นายสรชาติ" (คาดว่าคือนายสรชาต วิชย สุวรรณพรหม สว. จากหนองบัวลำภู) ตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอและจังหวัด โดยพยานเล่าว่าตนและหลายคนในทีมได้รับเงิน 3,000 บาทเพื่อใช้สำหรับค่าสมัคร สว.
- ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานเคยไปร่วมประชุมกับนายสรชาติและทีมงานของอีกสายหนึ่งคือ "นายวุฒิชาติ" (คาดว่าคือนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.หนองบัวลำภู) ที่โรงแรมณัฐพงษ์ แกรนด์ จ.หนองบัวลำภู เพื่อวางแผนและแบ่งรายชื่อผู้สมัครที่แต่ละฝ่ายรับบผิดชอบ โดยพยานเล่าว่านายสรชาติได้ส่งรายชื่อดังกล่าวและโทรยืนยันกับนายทรงศักดิ์
- พยานเข้าร่วมประชุมจัดทำโพยที่โรงแรมธาราแกรนด์ จ.ปทุมธานี โดยพยานอ้างว่านายสรชาติเคยสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้พยาน 500,000 บาท ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็น "โหวตเตอร์" และช่วยประสานงาน แต่พยานไม่เคยได้รับเงินดังกล่าวแม้ทวงถามเป็นระยะ ก่อนได้รับแจ้งในที่สุดว่าจะไม่ได้รับเงินดังกล่าว เพราะมีผู้สมัครในรายชื่อที่ไม่ลงคะแนนตามโพย พยานจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. ทว่ามีเงื่อนไขว่าให้รับค่าตอบแทน 5,000 บาท/เดือน และโอนที่เหลือ 10,000 บาท/เดือน กลับมาให้ภรรยาของ สว. เพื่อแบ่งให้ผู้สมัครคนอื่น แต่ผ่านไปเพียง 2 เดือนก็ถูกปลดจากการเป็นผู้ช่วย สว.
นายมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัครสว. กลุ่ม 7 (พนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงานอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน) จ.นครศรีธรรมราช
- ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานถูกชักชวนให้ไปร่วมประชุมกับผู้สมัครคนอื่นกว่า 20 คนจากนครศรีธรรมราช ที่โรงแรมอัศวิน กทม. ในที่ประชุมดังกล่าว นอกจากได้มีการอธิบายเรื่องโพย พยานอ้างว่า "น.ส. ว." ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มอบซองเงินให้พยานและผู้สมัครคนอื่น 20,000 บาท/คน โดยบอกว่าเป็นค่าเดินทาง แต่จนถึงวันนี้พยานอ้างว่ายังไม่ได้นำเงินดังกล่าวไปใช้
- หลังจากนั้น พยานและผู้สมัครคนอื่น ๆ จากที่ประชุมดังกล่าว ถูกสั่งให้เดินทางไปประชุมต่อที่โรงแรมธาราแกรนด์ จ.ปทุมธานี โดยเป็นการประชุมจัดทำโพยนำโดย นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หรือ "โกเกียรติ" บิดาของนายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธ์ รมช.มหาดไทย และ สส.สตูล พรรค ภท. ทั้งนี้มีการสัญญาว่าทุกคนจะได้รับคะแนนจากผู้สมัครจังหวัดอื่น ๆ (แม้ไม่มีเลขของปรากฎในโพยก็ตาม) หากใครไม่ได้เป็น สว. จะได้เป็นผู้ช่วยหรือมีตำแหน่ง รวมถึงมีการสัญญาค่าตอบแทนเป็นเงิน 6 หลัก
- ในวันเลือก สว. พยานไม่ได้ลงคะแนนตามโพย โดยหลังจากการเลือกเสร็จ พยานเล่าว่ามีผู้สมัครคนอื่นซึ่งได้รับเลือกเป็น สว. จากนครศรีธรรมราชได้ขอโทษพยานที่ไม่ได้เลือกพยาน เพราะต้องเลือกตามโพย