ปฏิกิริยา 6 สว. จาก 5 จังหวัดที่ถูกพาดพิงในวงเปิดโปงขบวนการ "ฮั้วเลือก สว." ของฝ่ายค้าน-ไอลอว์

สว. ชุดที่ 13 มาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพรวม 20 กลุ่ม และเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ และต้องไต่ระดับจากการเลือกระดับอำเภอ สู่จังหวัด และจบที่ระดับประเทศ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สว. ชุดที่ 13 มาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพรวม 20 กลุ่ม และเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ และต้องไต่ระดับจากการเลือกระดับอำเภอ สู่จังหวัด และจบที่ระดับประเทศ
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

"คดีฮั้วเลือก สว." หรือ "คดีโกงเลือก สว." กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง เมื่อฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศฟ้องดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ฐานหมิ่นประมาท หลังออกมาเปิดเผยรายชื่อและพฤติกรรมของ 9 นักการเมืองสังกัดพรรคสีน้ำเงินว่าอาจมีส่วนร่วมกับขบวนการโกงการเลือก สว. ปี 2567 หรือไม่

วันนี้ (22 ก.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. กล่าวว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้น ทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกัน ทุกคนมีสิทธิที่จะพูด แต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวว่า นายศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ซึ่งก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะ ถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอม ขอศาลให้เมตตา แต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

ผู้นำพรรคสีน้ำเงินยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ มีอดีตผู้สมัคร สว. 4 กลุ่มอาชีพ จาก 4 จังหวัด ได้ออกมา "เปิดหน้า" ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในวงเสวนาที่จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เมื่อ 12 ก.ค. โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. เมื่อ 2 ปีก่อน

ในวันนั้น บุคคลทั้งสี่ที่ฝ่ายค้านให้คำจำกัดความว่าเป็น "พยาน" ได้กล่าวพาดพิงถึงพฤติกรรมของ สว. ชุดปัจจุบันอย่างน้อย 6 คน ทั้งหมดเป็น สว. จากภาคอีสาน, นักการเมืองระดับชาติ 2 คน จากภาคอีสาน, นักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น 3 คน จากภาคอีสานและภาคใต้

ต่อมา 21 ก.ค. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ เข้ายื่นข้อมูลต่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบ 9 บุคคลสำคัญในรัฐบาลว่ามีส่วนร่วมในขบวนการโกงการเลือก สว. ตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่

ไอลอว์เข้ายื่นหนังสือต่อประธานวิปฝ่ายค้าน ขอให้ตรวจสอบนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย 9 คนว่ามีส่วนร่วมในขบวนการ "โกงเลือก สว." หรือไม่ เมื่อ 21 ก.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ไอลอว์เข้ายื่นหนังสือต่อประธานวิปฝ่ายค้าน ขอให้ตรวจสอบนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย 9 คนว่ามีส่วนร่วมในขบวนการ "โกงเลือก สว." หรือไม่ เมื่อ 21 ก.ค.

เมื่อประมวลข้อมูลจากทั้ง 2 วง พบว่า มี สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าปรากฏตัวในสถานที่จัดประชุมเพื่อ "ทำโพย" เลือก สว. อย่างน้อย 8 คน โดยเป็น สว. จากศรีสะเกษ 1 คน, หนองบัวลำภู 2 คน, อ่างทอง 2 คน, นครพนม 3 คน และมี สว. อีก 3 คนที่ถูกเอ่ยชื่อ เพราะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยเป็น สว. จากบุรีรัมย์, พัทลุง, สงขลา

บีบีซีไทยติดต่อไปยัง 6 สว. จาก 5 จังหวัดที่ถูกพาดพิง โดยมีทั้งคนที่ถูกกล่าวหาว่าปรากฏตัวในโรงแรมที่กำลัง "จัดทำโพย", คนที่ถูกระบุว่า "จองโรงแรม" ให้เพื่อนผู้สมัคร, คนที่ถูกกล่าวหาว่าสัญญาว่าจะให้เงิน "โหวตเตอร์", คนที่เป็นเครือญาติของ รมต. ค่ายสีน้ำเงิน พวกเขาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร อ่านได้จากบรรทัดนี้

สว. นครพนม "ไม่ได้คุยกัน" หลังตกเป็นข่าวร่วมประชุมกับครูแก้ว

คำกล่าวอ้างของพยาน: นายธารินทร์ พินธุมัย ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 11 (ผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว) จ.นครพนม เล่าว่า หลังผ่านการเลือกรอบจังหวัดเข้ามาได้ ได้รับการติดต่อจากนายสากล ภูลศิริกุล ให้ไปร่วมประชุมกับขบวนการที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อไปถึงได้เจอคณะของนายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ "ครูแก้ว" อดีต สส.นครพนม และอดีตรองประธานสภา สังกัดพรรค ภท. และผู้สมัคร สว. ประมาณ 20 คน ซึ่งต่อมามี 3 คนจาก จ.นครพนมได้รับเลือกให้เป็น สว. ได้แก่ นายสากล สว. กลุ่ม 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์), นายสิทธิกร ธงยศ สว. กลุ่ม 19 (ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน), นายสมหมาย ศรีจันทร์ สว. กลุ่ม 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการทุพพลภาพ ชาติพันธุ์)

พยานระบุว่า ได้เดินทางกลับ กทม. ก่อนกลับไปที่โรงแรมอีกครั้งในช่วงเย็น พบการ "ตั้งวอร์รูม" และ "จัดทำโพย" แต่พอพยานเห็นว่าไม่มีหมายเลขของตนในโพย จึงแจ้งต่อนายศุภชัยว่า "ผมขอไม่เอาด้วยและจะไม่ขอร่วมมือกับขบวนการนี้" และเดินทางออกจากโรงแรมพร้อมผู้สมัครอีกคน

สว. สิทธิกร ธงยศ (คนที่ 2 จากซ้ายมือ ในแถว 2) ระหว่างการประชุมรัฐสภา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สว. สิทธิกร ธงยศ (คนที่ 2 จากซ้ายมือ ในแถว 2) ระหว่างการประชุมรัฐสภา

นายสากล ภูลศิริกุล ปฏิเสธกับบีบีซีไทยว่า "ไม่ได้ไป" โรงแรมดังกล่าว และหลังตกเป็นข่าวว่าไปประชุมร่วมกับ "ครูแก้ว" ก็ไม่ได้พูดคุยกับ สว. จากนครพนมคนอื่น

"ไม่มีอะไรต้องคุย เขาไม่ได้เอ่ยชื่อใครนี่" นายสากลกล่าว

ด้านนายสมหมาย ศรีจันทร์ ระบุเช่นกันว่าไม่ได้คุยกับ สว. นครพนมคนอื่น เพราะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา และทำงานคนละกรรมาธิการ (กมธ.) กัน

เมื่อถามว่า ก่อนวันเลือกระดับประเทศได้ไปโรงแรมกรุงศรีริเวอร์หรือไม่ เขาไม่ได้ตอบคำถามนี้ตรง ๆ โดยบอกเพียงว่า ไม่ได้ให้ความใส่ใจกับข่าวที่ออกมา ขอทำหน้าที่ตามบทบาท เพราะถูกรับรองโดย กกต.

"เรื่องคดี เราไปให้ปากคำตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็จบไป เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องทำงานต่อ ส่วนใครจะมาให้ข่าว ฝ่ายค้านจะทำอะไร ก็เป็นบทบาทของเขา เราทำหน้าที่ของเราให้ดีสุด ผมไม่คิดอะไรมาก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เป็นสัจธรรมมนุษย์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่เรามาตรงนี้ก็ทำให้เต็มที่ ผมกำลังจะไปร่วมกิจกรรมของ กมธ.ศาสนา" นายสมหมายให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยขณะอยู่ในรถตู้ร่วมกับเพื่อน สว. ที่เป็น กมธ.การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา

สว.สมหมาย ซึ่งเป็นนักธรรมชั้นเอก กล่าวต่อไปว่า เมื่อสื่อมวลชนได้ยินข่าว อยากทราบข้อมูล ก็เป็นเรื่องที่ดี ทุกคนมีสิทธิสงสัย แต่ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ

ส่วนเหตุผลที่ จ.นครพนมถูกจับจ้องนั้น สว. จากกลุ่มผู้สูงอายุฯ บอกว่า ไม่ทราบ แต่ได้ยินจากข่าวว่ามีหลายจังหวัด หลายคนก็ส่งมาให้ดู ตนก็ดูบ้าง ไม่ดูบ้าง ไม่เป็นไร ทุกคนทำไปตามหน้าที่และให้เกียรติซึ่งกันและกัน

สว. อ่างทองปัดเข้าพักที่ รร.มารวย

กรวีร์-ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง วันเข้าสภาชุดที่ 26 หลังเลือกตั้ง 2569

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, กรวีร์-ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง วันได้เข้าสภาชุดที่ 26 ภายหลังการเลือกตั้ง 2569

ไอลอว์อ้างข้อเท็จจริงจากพยาน: 2 พี่น้อง "ปริศนานันทกุล" สส.อ่างทอง พรรค ภท. คือ นายภราดร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐนตรี และนายกรวีร์ ประธานวิปรัฐบาล เป็นกรรมการบริหารพรรค ภท. "รุ่นใหม่" ที่มีส่วนริเริ่มวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว.

ไอลอว์อ้างข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายสมพร บุญฤทธิ์ ผู้ช่วย สส. ของนายกรีวร์ ได้ขับรถพาผู้สมัคร สว. รายหนึ่งเดินทางจาก จ.อ่างทอง ไปประชุมที่โรงแรมวังยาว ริเวอร์ จ.นครนายก จากนั้นขับรถต่อไปยังโรงแรมมารวย การ์เดน กทม. เพื่อเปิดห้องพักโดยลงทะเบียนในนามนายสมพร เมื่อ 25 มิ.ย. 2567 หรือ 1 วันก่อนวันเลือกระดับประเทศ ทั้งนี้มีผู้สมัคร สว. จากอ่างทอง 6 คนเข้าพักที่โรมแรมดังกล่าว ซึ่งต่อมามี 2 คนจากอ่างทองได้รับเลือกให้เป็น สว. คือ นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล สว. กลุ่ม 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการตามข้อ 9), นายสืบศักดิ์ แววแก้ว สว. กลุ่ม 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม)

นายสืบศักดิ์ปฏิเสธจะให้ความเห็นต่อข้อมูลที่ไอลอว์นำมาแถลง และบอกว่า "ไม่ได้เจอหรือคุย" กับนายนิทัศน์

"ผมไม่ได้ไป (โรงแรมมารวย การ์เดน) เลย ผมขับรถอยู่ แค่นี้ ๆ" เขาตัดจบ-วางสายโทรศัพท์ทันที

สว. ศรีสะเกษปัดร่วมฮั้ว แต่ยอมรับเป็นคนจอง รร. เพราะถูกขอให้ช่วย

คำกล่าวอ้างของพยาน: นายดิเรก พรสีมา ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 4 (การศึกษา) จ.มหาสารคาม ถูกนัดให้ไปพูดคุยกับนายสัจจพงษ์ ภูมิศักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด จ.อุดรธานี บิดาของนายสุภีรภัทร ภูมิภักดิ์ สส.อุดรธานี พรรค ภท. (เพิ่งได้รับเลือกปี 2569) ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยนายสัจพงษ์ชวนให้พยานรวบรวมผู้สมัครให้ได้เยอะที่สุด เพื่อไปร่วมขบวนการที่ดำเนินการอยู่ที่โรงแรมปทุมธานี เพลส จ.ปทุมธานี โดยพยานได้รับแจ้งว่าคนที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจองที่พักคือ นายมานะ มหาสุวีระชัย

นายมานะ มหาสุวีระชัย สว. กลุ่ม 13 (ผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารการพัฒนานวัตกรรม) ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า เขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 138 สว. แต่เมื่อมีคนพาดพิง กกต. จึงเชิญไปชี้แจงในฐานะพยาน และได้ตอบ กกต. ไปหมดแล้วว่า 1. ตนไป แต่ไม่ได้นอนที่นั่น 2. ที่บอกว่าเป็นคนจองโรงแรม ใช่ เพราะพวกที่มาจาก จ.ศรีสะเกษ 40 คน บางคนเห็นว่าตนเป็นอดีต สส. ก็มาขอว่าช่วยดูให้หน่อยว่าจะพักโรงแรมไหนได้

"ส่วนตัวรู้จักโรงแรมนี้ (ปทุมธานี เพลส) ก็เลยไปจอง เพราะใกล้เมืองทอง (สถานที่เลือก สว. ระดับประเทศ) ผมแค่แนะนำว่ามาที่นี่ ก็แค่นั้น ตัวผมเองไม่ได้ไปนอนที่นั่นเลย ลูกผมพาไปนอนที่อื่น แต่จำชื่อโรงแรมไม่ได้ ถามว่าเคยไปที่โรงแรมนั้นไหม เคย เพราะเขาก็ไปหาเสียงกัน พูดคุยกัน แต่กระบวนการฮั้ว สว. มันเป็นคนละเรื่องเลย" นายมานะกล่าว

นายมานะเป็นอดีต สส.ศรีสะเกษ ที่ห่างหายไปจากแวดวงการเมืองไปราว 20 ปี ก่อนกลับมาลงสมัครรับเลือกเป็น สว. ในปี 2567 โดยเขามีคะแนนมาเป็นอันดับที่ 9 จากตัวจริง 10 คน ของกลุ่ม 13

"ถ้าผมทำ ทำไมผมเกือบร่วงละ ผมได้ที่ 9 เลย ผมบอก กกต. ไปแล้วว่าคุณรู้ทั้งหมดเพราะข้อมูลอยู่กับคุณ... กระบวนการที่พวกคุณทำ มันทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย ไม่มีเหตุผล เอาผมไปสอบ 5-6 ครั้ง ผมเลยบอกว่าไล่ดูคะแนนตั้งแต่อำเภอ ถึงจังหวัด ถึงประเทศ ก็จะรู้อยู่แล้วว่าคืออะไร" นายมานะกล่าว

สว. รายนี้พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ไม่ได้เป็นสีน้ำเงิน" และ "ไม่ได้ทำอะไรผิด" และไม่เคยรู้จักกับนายดิเรกที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลแต่อย่างใด

สว. หนองบัวลำภูดีใจที่ความจริงเปิดเผย ไม่อย่างนั้น "อาจเป็นแพะ"

สว. จากหนองบัวลำภูปฏิเสธว่าเขาไม่ได้มาด้วยการ "ฮั้ว"

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, สว. จากหนองบัวลำภูปฏิเสธว่าเขาไม่ได้มาด้วยการ "ฮั้ว"

คำกล่าวอ้างของพยาน: นายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จ.หนองบัวลำภู บอกว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอและจังหวัด โดยได้รับเงินสนับสนุน 3,000 บาทเพื่อใช้สำหรับค่าสมัคร สว. (ค่าสมัคร 2,500 บาท) ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานเคยไปร่วมประชุมที่โรงแรมณัฐพงษ์ แกรนด์ จ.หนองบัวลำภู เพื่อวางแผนและแบ่งรายชื่อผู้สมัครที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบ และมีการโทรไปรายงานนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ในขณะนั้น

พยานยังมาร่วมประชุมจัดทำโพยที่โรงแรมธาราแกรนด์ จ.ปทุมธานี โดยอ้างว่านายสรชาติเคยสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้พยาน 500,000 บาท ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็น "โหวตเตอร์" และช่วยประสานงานมา แต่พยานไม่เคยได้รับเงินดังกล่าวแม้ทวงถามเป็นระยะ ก่อนได้รับแจ้งว่าจะไม่ได้รับเงินดังกล่าว เพราะมีผู้สมัครในรายชื่อที่ไม่ได้ลงคะแนนตามโพย ต่อมาพยานได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. แทน โดยมีเงื่อนไขว่าให้เก็บ 5,000 บาท/เดือน ไว้เอง และโอนที่เหลือ 10,000 บาท/เดือน กลับมาให้ภรรยาของ สว. เพื่อแบ่งให้ผู้สมัครคนอื่น แต่ทำหน้าที่ได้เพียง 2 เดือนก็ถูกปลด

นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. กลุ่ม 13 (ผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารการพัฒนานวัตกรรม) จ.หนองบัวลำภู ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า ข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากพยานเท็จ เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายโดยพยานที่เหมือน "ไปรับโจทย์" จาก สว. สำรองที่ไม่ประสงค์จะออกหน้า

"ผมไม่เคยสัญญาว่าจะให้เงินนายสนั่นชัยเลย เขาคิดว่าอยากเป็น แต่พอไม่ได้เลยไปเข้ากับพวก สว. สำรองที่ออกมาเฮ้ว ๆ ว่าจะล้มกระบวนการอยู่ในตอนนี้" สว. จากหนองบัวลำภูกล่าว

ส่วนเหตุผลที่แต่งตั้งนายสนั่นชัยเป็นผู้ช่วย สว. ก่อนปลดในภายหลังนั้น นายสรชาติอธิบายว่า เพราะเห็นว่านายสนั่นชัยเป็นคนในพื้นที่ คิดว่าพอจะช่วยงานได้ แต่ต้องปลดหลังระแคะระคายเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนตัวในบางเรื่อง พร้อมยืนยันว่าไม่เคยหักเงินเดือนของผู้ช่วย สว. รายนี้แต่อย่างใด "สภาจ่ายเงินเต็มจำนวน 15,000 บาท แต่เขาต้องโอนเงินคืนให้คนที่ไปยืมเงินมาเอง ไม่เกี่ยวกับผมเลย"

นายสรชาติยังบอกนายสนั่นชัย "ให้เตรียมรับหมายศาลได้เลย" เพราะได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.เมืองหนองบัวลำภู ในความผิดฐานกล่าวเท็จ และจะฟ้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทเพิ่มเติมเพื่อเรียกค่าเสียหายหลังแถลงข่าวและออกทีวีใส่ร้ายตน นอกจากนี้ยังฝากถึงฝ่ายค้านและภาคประชาชนให้ "เช็กประวัติ" และ "ตรวจพื้นภูมิหลัง" ของบรรดาบุคคลคนที่อ้างตัวว่าเป็นพยานให้ดี ก่อนนำคำบอกเล่ามาขยายผลต่อสาธารณะ

เมื่อถามว่า ก่อนวันเลือกระดับประเทศ ได้ไปประชุมที่โรงแรมธาราแกรนด์ จ.ปทุมธานี หรือไม่ นายสรชาติตอบว่า "ไม่ได้ไป ผมมีบ้านพักที่ กทม. อาจไปพบพรรคพวก ไปเยี่ยมพรรคพวก แล้วกลับมานอนบ้าน"

อีกคำยืนยันจากปากของ สว. รายนี้คือ "ท่านทรงศักดิ์ไม่เกี่ยวอะไรเลย" ทั้งนี้เขารู้จักกับรองนายกฯ ทรงศักดิ์ตั้งแต่เป็น สส. พรรคความหวังใหม่เมื่อปี 2538

เมื่อถามย้ำว่า มีการโทรศัพท์รายงานโพยให้นายทรงศักดิ์ทราบหรือไม่ นายสรชาติกล่าวว่า "เขาคิดว่าผมเป็นพรรคพวก ก็โทรหา แต่ไม่เกี่ยวกับฮั้ว คุยเรื่องงาน แต่เขา (นายสนั่นชัย) ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง แล้วมากล่าวอ้างผิด ๆ"

สว. รายนี้ปฏิเสธว่า ไม่ได้เข้าสภาจันทราเพราะการ "ฮั้ว" แต่เลือกลงสมัครในกลุ่ม 13 ตั้งแต่แรก เพราะคาดว่าจะมีผู้สมัครน้อยเพราะต้องจบสาขาวิทยาศาสตร์มา โดยเขาสามารถผ่านการเลือกระดับอำเภอ ในรอบเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ เพราะไม่มีผู้สมัครเลยใน อ.ศรีบุญเรือง และรอบเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ ได้ 2 คะแนน พอถึงระดับจังหวัด ได้ 3 คะแนน เรียกว่า "เอาตัวรอดในเข่งปลาทูมาได้" พอถึงระดับประเทศก็ไม่ห่วงแล้ว เพราะพอมีชื่อเสียง ก็ต้องถามว่าคะแนนออกมา 2-3 คะแนนแค่นี้ จะไปจัดตั้ง ไปฮั้วยังไงก่อน ทั้งหมดนี้เคยชี้แจงกับ กกต. ไปหมดแล้ว

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร เลขานุการวิปวุฒิสภา พูดคุยกับนายกฯ อนุทิน ในระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ธ.ค. 2568

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, วุฒิชาติ กัลยาณมิตร เลขานุการวิปวุฒิสภา พูดคุยกับนายกฯ อนุทิน ในระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ธ.ค. 2568

ส่วนกับนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. หนองบัวลำภูอีกคน ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม 11 (กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ หรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว) และมีบทบาทสำคัญในวุฒิสภาชุดที่ 13 ในฐานะ "มือประสานงาน" นายสรชาติบอกเพียงว่า ไม่ได้เจอกัน เพราะลงสมัครคนละอำเภอ ต่างคนต่างเป็นอิสระเข้ามา

แม้นายสรชาติมีคะแนนมาเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม 13 เช่นกัน ทว่าเขากลับไม่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในวุฒิสภา จนมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าไม่ใช่ "สว. น้ำเงินแท้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เจ้าตัวตอบว่า "มันก็ไม่เชิง จะบอกอย่างนั้นก็ไม่ได้ ไม่มีน้ำเงินแท้-ไม่แท้ ทุกคนเป็นอิสระ สว. ไม่มีพรรค ทุกคนอยากมาทำงาน จะว่าไป 2 ปีที่ผ่านมา สภาขาดผมไม่ได้นะ ผมต้องคอยแนะนำเพื่อน ๆ เพราะเขาไม่ได้เตรียมพร้อมมาทำงานการเมือง ก็ต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อน ๆ เพราะเราเคยผ่านมาก่อน"

ส่วนที่มีการแฉกันไปมาทุกวันนี้ พูดได้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเกิดการ "ฮั้วแตก" สว. หนองบัวลำภูระบุว่า "เป็นลักษณะของ สว. สำรองที่ลงขันกัน ไม่ว่าจะแตก-ไม่แตก นายคนนี้ก็ไปกับเขาอยู่แล้ว" และยังวิจารณ์ระบบที่ให้มีบัญชี สว. สำรองว่าทำให้เกิดความรู้สึกว่าถ้าสอยตัวจริงได้เยอะ ตัวเองจะได้เข้ามาเป็น

"ผมก็ดีใจนะที่ความจริงเปิดเผย ไม่อย่างนั้นผมอาจเป็นแพะก็ได้ ที่บอกว่าจะตัดส่วนหนึ่ง" นายสรชาติกล่าวและย้ำว่า รอบนี้ไม่ต้องการถูกสังเวยเพราะระบบอีก

สว. พัทลุงปัด เมีย-ลูกพิพัฒน์-ลูกประเทือง ประชุมทำโพย

ไอลอว์อ้างคำบอกเล่าจากพยาน: นายอธิวัฒน์ มนตรี ลูกชายของนายประเทือง มนตรี เป็นผู้ประสานงานให้ผู้สมัคร สว. มาพูดคุยกันที่โรงแรมอัศวิน กทม. และมีพยานอีกคนเห็นนางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของนายพิพัฒน์ พร้อม น.ส.ปกรกานต์ รัชกิจประการ ลูกสาว เข้าร่วมเพื่อเตรียมโพยเลือก สว. ที่โรงแรมธาราแกรนด์ ปทุมธานี ก่อนถึงวันเลือกระดับประเทศ

นายประเทือง มนตรี สว. กลุ่ม 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการทุพพลภาพ ชาติพันธุ์) ผู้เป็น "พี่เขย" ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม กล่าวกับบีบีซีไทยว่าได้ติดตามข่าวการแถลงของไอลอว์ และพบว่ามีข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนเกือบทั้งหมดเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของเขา โดยแจกแจงเป็นรายประเด็น ดังนี้

  • ที่มาการกล่าวอ้างว่าเห็นนางนาทีไปประชุมเตรียมโพยเลือก สว. นายประเทืองชี้แจงว่า "น้องสาวผมจะไปได้ยังไง เขาติดคุกอยู่ ตอนเลือก สว. เพิ่งได้รับการพักโทษเมื่อ 10 ธ.ค. 2567 มันเลือกจบกันไปหมดแล้ว" ทั้งนี้นางนาที อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และ สส. พรรค ภท. อีก 2 คน ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเมื่อ 18 พ.ค. 2566 ให้จำคุก 9 เดือนใน "คดีเสียบบัตรแทนกัน" ในระหว่างการประชุมสภาเมื่อปี 2563
  • ที่มีการระบุชื่อลูกสาวของนายพิพัฒน์-นาที เข้าร่วมเพื่อเตรียมโพยเลือก สว. นายประเทืองซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงชี้แจงว่า น.ส.ปกรกานต์ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นเด็กจบเมืองนอก และเพิ่งแต่งงานไม่นานนี้ ในงานแต่งก็ไม่ได้เชิญนักการเมืองไปเลย "เขาเชิญแค่คุณเนวิน (ชิดชอบ) ซึ่งไปอวยพรแล้วก็กลับ ถือว่าให้เกียรติพ่อ เชิญนายประเทืองที่เป็นลุง แล้วก็มีพ่อแม่เขา แล้วจะมาทำโพยอะไร"
  • ที่มีการระบุว่าลูกชายของนายประเทืองเป็นผู้ประสานงานให้ผู้สมัคร สว. ไปพูดคุยกันที่โรงแรม นายประเทืองชี้แจงว่า นายอธิวัฒน์ มนตรี ไม่ใช่บุตรชายของเขา แต่มีศักดิ์เป็นหลาน และห่างกันด้วย และเป็นคนที่ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับงานการเมืองเลย

สว. ประเทืองกล่าวด้วยว่า เคยถูก กกต. เรียกไปให้ข้อมูลคดีฮั้วเลือก สว. "แต่สอบมาไม่มีหลักฐานอะไรเลย เขาถามผมว่า ทำไมเลือกเหมือนหมด อ่าว มาถามผมได้ยังไง ต้องไปถามคนเลือก ผมอาจเสน่ห์แรงมั้ง รูปหล่อ น่ารัก พูดจาดี"

เมื่อถามว่า ก่อนวันเลือกระดับประเทศ ได้ไปที่โรงแรมธาราแกรนด์ ปทุมธานี หรือไม่ เขาบอกว่า "ไม่ได้ไปเลย แต่มีคนเขาชวนขึ้นรถ ผมก็ขึ้น จะให้เดินไปหรือ แต่ตอนเช้า (หลังวันเลือกระดับประเทศเสร็จสิ้น 27 มิ.ย. 2567) ผมนั่งแท็กซี่กลับ ตี 5 นายประเทืองนี่ล่ะครับนั่งแท็กซี่กลับ ถ้าผมมากับคณะเขา ก็ต้องมีรถกลับแล้ว"

"อย่างผมไม่ต้องพึ่งบารมีสีน้ำเงินหรอก ผมทำมาของผม" นายประเทืองกล่าวทิ้งท้าย

ประทือง มนตรี กมธ.การพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา เคยพูดถึงรองนายกฯ พิพัฒน์ว่าเป็น "แบบอย่างให้กับ สว." เพราะเชิญทุกครั้งมาทุกครั้ง ไม่เคยให้ตัวแทนมาตอบกระทู้และให้เกียรติสภามาก

ที่มาของภาพ, Wasawas Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ประทือง มนตรี กมธ.การพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา เคยพูดถึงรองนายกฯ พิพัฒน์ว่าเป็น "แบบอย่างให้กับ สว." เพราะเชิญทุกครั้งมาทุกครั้ง ไม่เคยให้ตัวแทนมาตอบกระทู้และให้เกียรติสภามาก

กกต. ยึดสำนวนคณะไต่สวนฯ ชุด 26 เป็นหลัก ยังไม่เริ่มพิจารณาปมพาดพิงถึงนักการเมือง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน "คดีโกงการเลือก สว." ซึ่งนายนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ออกมายืนยันวันนี้ (22 ก.ค.) ว่า การพิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยเหลือการพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว

ส่วนที่พรรคการเมืองและภาคประชาชนกดดันให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดต่อศาลฎีกานั้น นายณรงค์กล่าวว่า กกต. พิจารณาตามพยานหลักฐานโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการกดดัน เราทำตามหน้าที่ของเราและจะทำให้ดีที่สุด

คดีนี้มีผู้ถูกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ทำให้การเลือก สว. ปี 2567 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน (รวม 2 คนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วด้วยเหตุอื่น) และนักการเมืองสังกัดพรรค ภท. และเครือข่าย 91 คน

ในการพิจารณาของ กกต. จะใช้สำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหลัก ตามการเปิดเผยของนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต.

เขาบอกด้วยว่า มีการตั้งทั้งหมด 7 ข้อหา และไล่พิจารณาไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เหลือเพียงปลีกย่อยและส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือน ส.ค. ซึ่งประธาน กกต. วางไทม์ไลน์ไว้แล้วว่าอยากจะให้จบภายในเดือน ส.ค. ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลาแล้ว แม้ว่าข้อมูลจะไม่พอ แต่ถ้า กกต. ไปสั่งให้สอบเพิ่มก็เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า

ส่วนถ้ามีการเปิดเผยหลักฐานใหม่ที่ไม่อยู่ในสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ คณะที่ 26 มาก่อนนั้น นายสิทธิโชติให้ความเห็นว่า ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะ กกต. ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน เพราะได้รับการพิสูจน์และโต้แย้งกันแล้ว เมื่อมีฝ่ายกล่าวหา ก็ต้องให้ฝ่ายถูกกล่าวหามาชี้แจงด้วย

"ดังนั้นหากอยู่นอกสำนวน แม้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้ผ่านกระบวนการให้อีกฝ่ายได้แก้ข้อกล่าวหาด้วย ก็ไม่สามารถนำมาพิจารณาได้" นายสิทธิติกล่าว

กรรมการ กกต. รายนี้ไม่แน่ว่า นายยิ่งชีพเอาข้อมูลมาจากไหน แต่ทาง กกต. ยังพิจารณาไม่ถึงหลักฐานนั้น ส่วนตัวกังวลว่าหากข้อมูลอยู่ในสำนวนจริง แล้วเอามาพูดก่อน เมื่อมีการส่งไปยังชั้นศาล จะทำให้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมตัวแก้ลำได้ แม้จะมีข้อดีคือประชาชนได้รับรู้ แต่ก็สามารถเป็นความเสียหายในการดำเนินคดีได้เช่นกัน

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ กกต. 4 จาก 7 คน ถูกรับรองเลือกโดย สว. ชุดปัจจุบัน ทำให้อาจถูกครอบงำหรือชี้นำได้นั้น นายสิทธิโชติ ซึ่งไม่ได้มาจากการรับรองของ สว. ชุดนี้ เชื่อว่า กกต. เป็นคนดี เป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นน่าจะรู้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏนั้นรับฟังได้หรือไม่ ทุกคนมีดุลพินิจ อย่าไปกังวล เชื่อว่าทุกคนจะเห็นแก่บ้านเมือง